จันทร์, 13 ธันวาคม 2010 14:37

การพัฒนากรรมการสหกรณ์

Written by 
Rate this item
(0 votes)

19-9-53

ศาสตราจารย์พิชาน สมคิดสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

รองประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิสัมมาชีพ

บรรยายพิเศษในหัวข้อ

?การพัฒนากรรมการสหกรณ์?สู่การพัฒนาสหกรณ์ไทยเข้มแข็ง?

จัดโดย ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1 จังหวัดปทุมธานี?

?ร่วมกับสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์

วันที่?19 กันยายน 2553 ณ. โรงแรมรามากาเด้น กรุงเทพมหานครฯ

?

?

ศาสตราจารย์พิชาน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ปัจฉิมฯ สถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ 19 กันยายน 2553

??????????????????????? ท่านอธิบดี ท่านรองอธิบดี ท่านผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ท่านประธาน ท่านกรรมการเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ ท่านแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณนะครับ ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ได้ให้เกียรติ์เชิญกระผมมาบรรยายในวโรกาสในการปัจฉิมนิเทศ ถือว่าเป็นการให้เกียรติกับผมเป็นอย่างสูง ต้องขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ วันนี้ผมตั้งใจที่จะมาขอบพระคุณทางกรมส่งเสริมนะครับ ที่จัดตั้งสถาบันฝึกอบรมขึ้นมา ครั้งสุดท้ายที่ผมได้มีโอกาสได้พบปะท่านอธิบดี ท่านรอง และท่านผู้ที่รับผิดชอบอยู่ ผมได้บอกพวกท่านว่าถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะให้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาสหกรณ์ทั่วประเทศ ผมคิดว่าสหกรณ์นั้นเป็นองค์กรที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพี่จะพัฒนาความเข้มแข็งของรากหญ้า ซึ่งเป็นพื้นฐานของประเทศและส่วนรวม และจะพัฒนาผู้นำของสถาบันเหล่านี้ก็จะเป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งของประเทศในอนาคตข้างหน้า ท่านอธิบดีเป็นคนที่พูดจริงแล้วก็ทำจริง ผมไม่คิดว่าจะรวดเร็วปานนี้ น่าเสียดายครับที่ท่านกำลังจะครบเกษียรในสิ้นเดือนนี้ ก็ถือโอกาสนี้อวยพรนะครับให้ท่านจงมีชีวิตที่มีความสุขหลังเกษียร แล้วก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในอนาคตข้างหน้า ผมเรียนท่านเมื่อซักครู่นี้ว่า ภายในหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ประเทศเราพัฒนาไปค่อนข้างมาก ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บ้านเมืองก็ทันสมัยขึ้น แต่ความเป็นจริงแล้วภายใต้เปลือกนอกของการพัฒนามันมีปัญหาใหญ่มากที่เราไม่สามารถบรรลุในการแก้ไขปัญหา นั้นก็คือเรื่องของความยากจนของคนส่วนใหญ่ในประเทศ เรื่องของความเหลื่อมล้ำเรื่องของความเป็นอยู่ของคนภายในประเทศ เคยมีรายงานมาให้ทราบว่าที่จริงและประเทศไทยเนี่ยเป็นประเทศที่ในหลายสิบปีที่ผ่านมานั้น มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมาก เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีอัตราทางการเติบโตสูงมากกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ในหลายปีติดต่อกัน แต่กระนั้นก็ดีเนี่ยเราก็เคยมีข้อมูล ถ้าคุณเอาเกณฑ์รายได้ของประชากร ถ้าใครมีรายได้ต่ำกว่า 2 เหรียญ คนที่ทำการวิจัยคือฝรั่ง ใครที่มีรายได้ต่ำกว่า 2 เหรียญต่อวัน ก็คือประมาณ 60-70 บาท ในปัจจุบันนี้สัดส่วนของคนยากจนจะลดลงมาเหลือเพียงแค่ประมาณ 10-12 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั่วประเทศ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราขยับตัวเลขขึ้นมา ถ้าใครมีรายได้ต่ำกว่า 3 เหรียญ ก็คือประมาณร้อนหนึ่งลงมานะครับ สัดส่วนของคนที่ยากจนทั่วประเทศพุ่งขึ้นมาร้อยละ 29-30 เปอร์เซ็นต์มันแปลว่าอะไร มันแปลว่าประชากรที่มีรายได้ในระดับที่ยากจนและกลุ่มซึ่งเฉียดจน หมายความว่าอยู่ในระนาบของความยากจนนั้นยังมีอยู่สูงมาก ร้อยละยี่สิบของผู้ที่มีรายได้สูงมากของประเทศ มีรายได้ครอบคลุม GDP ทั้งประเทศกว่าร้อยละ 55 คนที่มีรายได้ต่ำสุดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ครอบคลุมรายได้ทั่วประเทศมีแค่เพียง 4 เปอร์เซ็นต์ มันต่างกันค่อนข้างมาก? ถ้ามองในเชิงของการสะสมทรัพย์ ร้อยละยี่สิบของคนที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ เป็นเจ้าของทรัพย์สินทั่วประเทศกว่าร้อยละ 70 ในขณะอีก 20 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีรายได้ต่ำสุด มีประมาณร้อยละ 4 เป็นอย่างมาก เมื่อวานนี้ได้รับข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์แห่งประเทศไทย เขาบอกวิ่นสะสมของทั้งประเทศมีประมาณ 7 ล้านล้านบาท มีบัญชีเงินฝากประมาณ 77 ล้านบัญชี ปรากฏว่าร้อยละประมาณ 89 เปอร์เซ็นต์ หรือ 90 เปอร์เซ็นต์มีเงินฝากเพียง 4 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ในขณะที่ 1 เปอร์เซ็นต์ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด ครอบคลุมร้อยละประมาณ 72 ของเงินฝากทั้งหมดของประเทศ มันก็แปลว่าที่ผ่านมาทั้งหมดเศรษฐกิจมีการพัฒนาเติบโตเร็ว เป็นที่ยอรับของนานาประเทศ แต่เนื้อในแล้ว มันกระจุกตัว คนส่วนใหญ่ยังยากจน ยังอ่อนแอ ความเหลื่อมล้ำเรามีอยู่สูงมาก ผมพึ่งไปบรรยายที่ขอนแก่นเป็นงานของกลุ่มสมาชิก สว. ของอีสานเขาจัดข้นมา มีคนเข้าร่วมประมาณเกือบเก้าร้อยคน มากจากไหนก็ไม่ทราบเต็มไปไหม สิ่งที่เห็นชัดก็คืออีสานนั้นเนี่ย เป็นดินดินแดนซึ่งถือว่ายากจนที่สุดของประเทศ ทั้งๆ ที่อีสานนั้นสามารถมีศักยภาพที่จะเป็นแหล่งที่จะสร้างรายได้ในระเทศไทยค่อนข้างสูงในอนาคตข้างหน้า แต่ด้วยความเหลื่อมล้ำนั้นคนอีสานนั้นมี GDP หรือที่เรียกว่า Gross Domestic Product เนี่ยตกแล้วประมาณสามมื่นกว่าบาทต่อปี อย่างจังหวัดที่ขึ้นชื่อเลยเช่นหนองบัวลำภูอะไรทั้งหลาย สามจังหวัดสี่จังหวัด ในขณะที่กรุงเทพสามแสนกว่าบาทสี่แสนกว่าบาทต่อปี อันนี้เป็นจุดสำคัญเลยว่าจากวันนี้เป็นต้นไป ผมเชื่อว่านโยบายของรัฐบาททุกรัฐบาลจะต้องมาเน้นในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพชีวิตให้มันเท่าเทียมกันมากขึ้นในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ถ้าหากเราทำในสิ่งเหล่านั้นจริง ไม่มีทางหลีกเลี้ยงเลยว่ารัฐบาทหรือประเทศต้องมุ่งไปที่ปัญหาของการปฏิรูปการศึกษาพัฒนาชนบท อันนี้คือหัวใจจริงๆ เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคของการเกษตร อยู่ในภาคของชนบท ถ้าภาคเกษตรภาคชนบทอ่อนแอมันก็มีการเคลื่อนย้ายรายงานเข้าสู่เมือง ก็มาสร้างความยากจนในเมืองมาเป็นปัญหามันติดตามมาตลอดอยู่แล้ว มันสำปะหลังส่วนใหญ่มาจากเมืองไทย แต่เมื่อมาเจออากาศที่เปลี่ยนแปลง เจอเพลี้ย เจอโรคละบาท มันสำปะหลังขาดตลาด เหลือถั่วเหลือง ถั่วเหลืองขณะนี้ยังมีราคาสูงขึ้นไปในตลาดโลก สภาพภูมิอากาศในแถบอเมริกามีพื้นที่ในการเพราะปลูกลดลงเหลือแค่บราซิลประเทศเดียวที่เป็นตัวส่งผ่านตัวถัวเหลือง ทำให้ตัวถั่วเหลืองเนี่ยมีการส่งออกไม่เพียงพอ แต่ความเติบโตของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างจีน กำลังเกิดขึ้น มีการส่งออกมาข้นเป็นทวีคูน ข้าวสาลีแพงข้าวโพดแพง ขณะนี้ข้าวของเราก็กำลังมีแนวโน้มที่แพงขึ้นในตลาดโลก ที่ผมพยายามพูดก็คือว่าด้วยสองปัจจัย ในขณะที่พื้นที่ภาคอีสานเราสามารถเพาะปลูกสิ่งซึ่งเป็นสินค้าซึ่งจะมี value added มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งคนอื่นเขาไม่ผลิต เช่นเกษตรอินทรีย์ ข้าวพันธ์ดีที่คนอื่นเขาไม่มีกัน สิ่งเหล่นี้ต้องอาศัยการลงทุนที่ต้องมีการค้นคว้าวิจัยทางด้านจุลศาสตร์ ทางด้านพันธ์พืช พันธ์สัตว์ การที่จะเป็นประเทศที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเรื่องของการเกษตรและเป็นแหล่งอาหารของโลกที่เราคุยนักคุยหนาว่าเราจะเป็นโครงของโลก มันก็ต้องมีการค้นคว้าวิจัยสามารถเป็นผู้นำจริงๆ ในเชิงของนวัตกรรม ในเชิงของเทคโนโลยี เพื่อไปเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่เรามีไปขาย ไม่ต้องไปแข่งเรื่องของการปลูกข้าวหรือไปแข่งกันเรื่องของน้ำ คุณต้องจัดการเพื่อก้าวข้ามตรงนี้ไปอีกจุดหนึ่ง? ไปสู่สินค้าการเกษตรซึ่งมีมูลค่าสูง ซึ่งคนอื่นเขาแข่งเราไม่ได้ สินค้าเรื่องของการเกษตรมันตองมีการแปลรูปไปสู่สิ่งซึ่งเป็นอาหาร ยิ่งโลกสมัยนี้สิ่งที่เป็นสุขภาพพลานามัย เรื่องของคุณภาพชีวิต ไอ้เรื่องพวกนี้เราต้องเร่งค้นคว้าวิจัยว่าไอ้พืชแต่ละชนิด สัตว์แต่ละชนิด อารัยที่มันส่งเสริมคุณค่าอาหาร เวลาราจำหน่ายมันต้องมี story ตรงนี้ส่งไป

?????????????????????????? ทุกวันนี้เราเหมือนจาก golden press เป็นต้นเราก็จะเห็นพันธ์พืชพันธ์สัตว์แบบที่คนนี้ไปซื้อมาบริโภค เคยเห็นไมครับ ไอ้ยอดข้าวสาลีอ่อน หนึ่งกำมือใส่ถุงพลาสติก ร้อยหนึ่ง เอาไปคั้นเป็นน้ำ ตามห้างสรรพสินค้า แก้วหนึ่งประมาณ 70 บาท แก้มะเร็ง เพิ่มความชุ่มชื้นในร่างกาย สิ่งเหล่านี้มันเป็นแนวโน้มทั้งสิ้น คุณไปดูที่ห้างสรรพสินค้าคุณจะเห็นอาหารเสริม อาหารสุขภาพเต็มไปหมดเลย แนวโน้มของโลกจะไปในแนวทางนั้น แทนที่เราจะมานั่นดูในเรื่องของการลิตสินค้าราคาถูกแข่ง ไอ้นี่คือสิ่งที่เราต้องทุ่มเทลงทุนค้นคว้าวิจัย แต่ประเทศไทยเราไม่มองในสิ่งเหล่านั้น เราไปมองแต่การที่เกษตรกรเคยทำอะไรก็ทำไป? แล้วก็บอกประกันราคาประกันรายได้ กลายเป็นว่ารัฐบาลเป็นผู้รับซื้อสินค้าจากเกษตรกร คุณจะผลิตลำไย ผลิตกระเทียม ผลิตข้าวหรืออะไรก็แล้วแต่ รัฐบาลรับซื้อ รัฐบาลมีการต่อรองเพื่อไม่ให้เสียราคาก็มีการประกันราคาให้ เสร็จแล้วก็มาขาดทุนเพราะไม่รู้ว่าวิธีการตลาดและการขายในโลกนี้เป็นอะไรอย่างไร กลายเป็นว่าเสียทั้งผู้ปลูก เสียโอกา? เสียทั้งรัฐบาล และเสียงบประมาณประในแต่ละปี และที่สำคัญเมื่อมีการประกันราคามันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดการทุจริต เราไปสนใจเรื่องของราคาก็คือการประกันรายได้ แทนที่จะไปมองเรื่องของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพิ่มคุณภาพของสินค้าที่ผลิต เพิ่มความสามารถในการขายการผลิต แต่เราไม่สนใจในสิ่งเหล่านี้ ผลคือเราเสียโอกาส ถ้าเราเสียโอกาสในสิ่งเหล่านี้ ในขณะที่ประเทศอื่นพยายามแข่งขันในสิ่งเหล่านี้ ก็แปลว่าอีกสิบปีข้างหน้าแม้ว่าสินค้าการเกษตรราคาเพิ่มเอาเพิ่มเอา แต่เมืองไทยเกษตรกรจนลงจนลง ฉะนั้นไอ้ตรงนี้มันบีบหัวใจเลย ว่าแม้ระดับมหาภาค ระดับนโยบายของรัฐบาล สิ่งสำคัญก็คือต้องเน้นในเรื่องของการปฏิรูปการเกษตรอย่างจริงจัง เรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำ เรื่องของการค้นคว้าวิจัย เรื่องของการใช้เทคโนโลยี อย่าไปคิดว่าเกษตรกรรมนั้นจะต้องหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ต้องมาองภาคอื่นว่าเกษตรกรนั้นสามารถขี่รถแทรกเตอร์ไถนาได้ มองที่การลงทุนในขณะนี้ ยกระดับเรื่องของการเกษตรอย่างจริงจัง เราต้องจัดระดับกันใหม่ว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง แต่ในระดับไมโครงซึ่งก็คือระดับรากหญ้าว่าจะทำอย่างไรที่จะให้เกษตรกรทั้งประเทศให้ชุมชนรากหญ้ามีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะสามารถบริหารจัดการกันเอง ไม่ได้อยู่ในสภาพซึ่งต้องดินรนหนีตาย แต่ต้องให้มีความเข็มแข็งอย่างเพียงพอ ที่จะสามารถจัดการ วิธีการใหม่ๆ แล้วช่วยตัวเองในการผลิตในกิจรรมเศรษฐกิจ ในกิจกรรมสังคมไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากคนอื่นเขา แล้วตรงนั้นนั่นล่ะคือบทบาทหน้าที่ของการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของชุมชนรากหญ้า ในหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลได้มีนโยบายใหม่ๆ ที่จะพัฒนาชนบท พัฒนาชุมชนรากหญ้า แต่ท่านสังเกตไหมว่า องค์กรที่เป็นหัวใจจริงๆ ของชุมชนชนบททั่วประเทศคือสหกรณ์ไง ที่ถูกมองข้ามไป เรามีกรรมการหมู่บ้าน เรามีกรรมการตำบล เรามีกรรมการสารพัดเยอะแยะ แต่จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญมันก็คือสหกรณ์ซึ่งตั้งมาแล้ว 90 กว่าปี ว่าคือการสร้างการเมืองกลุ่มของชุมชนให้มีการเข้มแข็ง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำไมถูกมองข้าม? หน้าที่เห็นชัดๆ แต่ไม่รับการเอาใจใส่ ไม่ได้รับความสนใจ คนมองสหกรณ์ว่าล้าหลัง ไม่พัฒนานา แข่งขันไม่ได้ในธุรกิจปัจจุบัน มองว่า performance ไม่ดี ทำเองก็ขาดทุน กู้เป็นอย่างเดียว นี้สินล้นพ้น กู้แล้วก็ไม่มีปัญญาจะจ่าย? ถูกมองว่าสหกรณ์มีการทุจริต มีภาพพจน์ไม่ดี ภาพลบเหล่านี้นั้นไปกลบภาพบวกซึ่งน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นในความเป็นจริงก็คือว่าถ้าเราต้องการสร้างชนบทให้เข้มแข็งนั้นก็คือเปลี่ยนใหม่ซะ ไม่ใช่ปฏิรูปสหกรณ์ ผมใช่คำว่า transform คือการเปลี่ยนเลยเปลี่ยนโดยด่วน เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนวิธีการทำงาน พลิกสหกรณ์ให้มันเข้มแข็งซะ ซึ่งมันทำได้อยู่แล้วันอยู่ที่คน อยู่ที่ผู้นำซึ่งเมื่อซักครู่นี้เรื่องพวกนี้ในวีดีโอก็ได้กล่าวไปว่าผู้นำคืออะไร ฉะนั้นการพลิกเปลี่ยนบริบทของสหกรณ์ สหกรณ์ดีอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้มันดีขึ้น ให้มันดีขึ้นแต่มันก็ขึ้นอยู่กับพวกท่าน ผมเห็นท่านอธิบดีบอกว่าต้องเอาประธานสหกรณ์และกรรมการมาให้กำลังใจ จุดไฟให้ติดว่าจริงๆ แล้วสหกรณ์มีคุณค่ามหาศาล ถ้าท่านต้องการที่จะพลิกเปลี่ยนสหกรณ์ ประการแรกเลยท่านต้องกลับไปตอกย้ำให้กับกลุ่มสมาชิกถึงจิตวิญญาณของสหกรณ์ ว่าสหกรณ์มันไม่ใช่ทำเพื่อผู้บริหารไม่กี่คนนะ และไม่ใช่มีมาเพื่อปล่อยกู้เพียงแค่นั้นนะ แต่มันมีเพื่อที่ว่าให้คนเป็นกลุ่มทำกิจกรรมเศรษฐกิจ กิจกรรมสังคมในด้านต่างๆ เพื่อที่จะให้กลุ่มคนเรามีชีวิตที่ดีขึ้น เรามีเพื่อไม่ใช่ไว้แบ่งเงินปันผลนะ เข้าใจผิด เรามีขึ้นมาก็เพื่อว่าทำอะไรที่ควรทำ ทำแล้วคนส่วนใหญ่ดีขึ้นแล้วก็มาแบ่งปันความสุขกัน แบ่งปันความเจริญร่วมกัน ให้สหกรณ์ยั่งยืนอยู่ได้ แล้วเอาความยั่งยืนมาตอบสนองมวลหมู่สมาชิก นั้นคือจิตวิญญาณ วันนี้ถามตัวเองว่าในบรรดาสมาชิกที่นั่งอยู่ ผู้จัดการสมาชิกที่นั่งอยู่ สมาชิกที่เคยอยู่ เคยมีความคิดอย่างที่กล่าวมาบ้างไหม ถ้าผิดตั้งแต่ข้อหนึ่ง แก้ตั้งแต่ต้นเสียก่อน ฉะนั้นมันก็เป็นข้อที่ผมอยากให้กลับไปรีวิวสมาชิกเรื่องของจิตวิญญาณสหกรณ์ มีไหม ลืมไปไหม ข้อสองผมคิดว่าข้อนี้เป็นข้อที่สบายที่สุด มีภาษาอังกฤษเขียนไว้บอกว่า สหกรณ์จะผงาดได้มันต้องมีการ empowerment member แล้ว empowerment มีวามหมายว่าอะไร มันมายความว่าการสร้างอำนาจ การให้อำนาจ การให้บทบาทเริ่มต้นแก่สมาชิก ต้องกลับไปบอกชาวบ้าน ผมคิดว่าเขาอาจจะไม่เข้าใจ ความเข้าใจนี่สำคัญนะ ผมถามท่านตรงๆ ในขณะนี้ ชาวบ้านในชนบทรู้ไหมว่ามีไว้เพื่ออะไร ท่านจำได้ไหมสมันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอกประชาธิปไตย ชาวบ้านเขาถามว่าประชาธิปไตยนี่ใครกันนะ เขาไม่รู้จัก เขาไม่รู้ว่าคืออะไร ชาวบ้านไม่รู้จักนะ โดยเฉพาะคำว่าสหกรณ์ สปิริตมันคือะไร มีไว้เพื่ออะไร ทำไมเป็นอย่างไร ผมว่าเขาไม่รู้ มีน้อยคนมากที่รู้ แล้วอยู่ๆ สมาชิกสหกรณ์เอง กรรมการของสหกรณ์เอง ประธานของสหกรณ์เอง เข้าใจไหมว่าสหกรณ์คืออะไร ทำอะไร ตรงนี้ต้องตกผลึกก่อนนะ สมมุติว่าบรรดาผู้บริหารเข้าใจดี ชาวบ้านเข้าใจหรือไม่ เพราะว่าชาวบ้านไม่เข้าใจ สหกรณ์ก็เป็นเพียงองค์กร เมื่อชาวบ้านสมัครสมาชิกเข้ามาแล้วก็ไม่ได้รู้ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร ท่านใจได้ไหมในบทบัญญัติของสหกรณ์ เขาบอกไว้ชัดเจนว่าสหกรณ์ทุกคนเป็นเจ้าของร่วม any figure and control by member แปลว่าอะไร แปลว่ารวมหมู่สมาชิกทั้งหลายเป็นเจ้าของร่วมและ control ร่วม ถามตัวเองว่าในสหกรณ์ที่ท่านดูแลอยู่ที่มีอยู่ทั่วประเทศ มีตรงนี้ไหม ถ้าชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่าสหกรณ์มีไว้เพื่ออะไร ทำอะไร มีไว้เพื่ออะไร แล้วเขาจะมาร่วมได้อย่างไร กฎระเบียบที่มีอยู่เอื้อให้เขามีส่วนในการร่วมคิดร่วมทำแค่ไหน ตรงนี้เองคำว่า government ในบริบทของเมืองไทยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ท่านจำได้ไหมมีกระแสพระราชดำรัสของในหลวงหลายปีมาแล้ว บอกว่าการสร้างความเข้มแข็งในชุมชนในรากหญ้า จุดเริ่มต้นก็คือการระบบดัดแปลง ไอ้คำว่าดัดแปลงคืออะไร

???????????????????????? กลุ่มเป้าหมายทั้งหลายที่มีสมาชิก เขาต้องรู้ว่าสหกรณ์ทำอะไร แล้วสหกรณ์จะทำอะไรก็แล้วแต่จะต้องรู้ปัญหาว่าชุมชนนั้นมีปัญหาอะไร เพราะถ้าคิดจะทำโครงการอะไรที่ชุมชนจะได้ประโยชน์ คุณจะรู้ได้อย่างไรถ้าคุณไม่ก้าวถึงจิตใจของสมาชิกในหมู่บ้าน ถ้าคุณไม่เข้าใจเขา คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าโครงการที่คุณกำลังทำมันจะมีประโยชน์จริงหรือเปล่า ท่านสังเกตไหม มีคนเขาเปรียบเทียบอย่างนี้นะครับ เขาบอกว่าสังคมไทยเหมือนกับมีคนสร้างเปลือกหอยเต็มไปไหม อันนี้มีโครงการนี้จัดรัฐบาลมาเป็นเปลือกหอย มีโครงการที่สองก็มาอีกแล้วเป็นเปลือกหอย สามสีห้าเต็มไปไหมดเลย เป็นกระดองหอยที่หนักมาก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณรู้ว่าชาวบ้านต้องการอะไร ชาวบ้านก็เหมือนกับปูเสฉวนที่จะเข้าไปดูว่าเปลือกหอยไหนมีประโยชน์ มุดเข้าไปพลิกเปลือกหอยแล้วก็เดินได้ อันนี้สำคัญมาก? ที่เมื่อสักครู่ผมกราบเรียนว่ากอทุนนี้ก็มี กองทุนนั้นก็มี คณะกรรมการเต็มไปหมดเลย จริงๆ แล้วแกนของมันคือแกนสหกรณ์ จริงๆ แล้วกลุ่มผู้นี่อยู่ในสหกรณ์นั้นเป็นกลุ่มผู้นำของชาวบ้าน เราต้องเอาเข้ามา แล้วกลุ่มผู้นำชาวบ้านเหล่านี้ต้องไปหาสมาชิกจากลูกบ้านและอธิบายให้เขาเข้าใจ พอเข้ามาร่วมก็ปรึกษาว่าเขาต้องการอะไรหรือเรียกร้องอะไร อันนี้เราเรียกว่าการระเบิดจากภายใน ฉะนั้นย้อนกลับไปที่คำถามของผม ทำอย่างไรให้ในแต่สหกรณ์ กลับไปถามตัวเองว่าจะทำอย่างไรจะให้มีสมาชิกมากที่สุดเข้ามาร่วม การที่จะให้สมาชิกมากที่สุดเข้ามาร่วมคุณต้องสามารถสื่อความถึงเขาได้อันนี้สำคัญมากๆ หน้าที่ของประธานสหกรณ์และคนงานสหกรณ์คือตรงนี้ ทำอย่างไรทีจะเข้าถึงเขาพูดกับเขาว่าสหกรณ์ทำอะไรอยู่ พื้นสภาสหกรณ์ขึ้นมาก่อนเมื่อก็เห็นในที่ประชุมท่านประธานได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว สร้างสภาให้เกิดขึ้นในสหกรณ์เสียก่อน ให้เขารู้ว่าสหกรณ์คืออะไร อย่าปล่อยให้เขาถามว่านาสหกรณ์นี่คือใคร และเมื่อเราทำอย่างนั้นแล้ว สิ่งต่อไปนี้ต้องทำ ประเด็นนี้สำคัญ ถ้าท่านสามารถเรียกมวลกลุ่มสมาชิกเข้ามาได้ การคิดโครงการต่างๆ ที่จะทำเพื่อเศรษฐกิจ สร้างรายได้ หรือว่าทำเพื่อสังคมช่วยเหลือสังคมของเขา ท่านต้องเอามาจากพวกเขาให้เข้ามีส่วนร่วม ผมได้มีโอกาสสนทนากับกลุ่มเครือข่ายแก้ไขปัญหาความยากจน มันมีเครือข่ายที่มันเกิดขึ้นในสังคมชนบทขณะนี้ ตั้งแต่สมัยที่เราเน้นงบประมาณจาก world bank 10 เงินทุน คนเหล่านี้นี่ยอยู่ในชนบท และคนเหล่านี้เขาก็ทราบจากข่าวที่ผ่านมาว่าเขาก็เริ่มทำที่เรียกว่าทำบัญชีครัวเรือน อันนี้เราก็มีตัวอย่าง เขาส่งคนไปทำบัญชีครัวเรือนง่ายๆ มีแบบฟอร์ม กับชาวบ้าน สมมุติว่าจังหวัดนี้จะทำยี่สิบตำบล แต่ละตำบลทำทุกหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านร้อยละ 10 ของหมู่บ้านเข้าไปจด จดเพื่อให้รู้ปัญหาจริงๆ ว่าแต่ละเดือนรายได้ของคุณมาจากไหน ต้นทุนสูงของคุณเนี่ยต้นทุนอะไร ทุกเดือนแล้วรายรับราจ่ายของคุณขาดทุนหรืออย่างไร หนึ่งครัวเรือนเป็นอย่างไรเราจะได้เข้าใจ แต่เมื่อเราเอาข้อมูลเหล่านี้มารวมกันเป็นชุมชนหมู่บ้านเขาเห็นทันที พอรวมเป็นตำบลยิ่งเห็นข้อมูลชัด เห็นแล้วจะเกิดประโยชน์อะไร? ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ชัยนาทเขาทำขนานใหญ่เลย ประมาณเกือบ 20 ตำบล เขาก็เอาข้อมูลหมู่บ้านมารวมกันขาก็เห็นทันทีว่าไอ้รายได้ส่วนใหญ่ของเขามันมาจากการขายผลิตผลการเกษตร แต่รายจ่ายส่วนใหญ่ของเขาเป็นต้นทุนการประกอบการ แล้วเจาะเข้าไปว่าต้นทุนประกอบการคืออะไร มันมีปุ๋ย มันมีแรงงาน เขามโนภาพว่าแรงงานทุกหมู่บ้านของเขาขาดแคลนแรงงานแต่รายได้ส่วนใหญ่ที่ได้มาคือการไปขายแรงงานที่ต่างจังหวัด? เขาก็เริ่มคิดแล้ว่ากิจการที่หมู่บ้านควรทำคืออะไร เขาตั้งสหกรณ์แรงงาน คล้ายๆ กับเป็นคนดูต้นทุนแรงงาน แล้วเอาข้อมูลเหล่านี้ ส่งแรงงานไปช่วย ลงแขกทำนาแต่ละจุด ?ถ้ามีปัญหาตรงไหนเขาเรียกลูกบ้านมานั่งคุยว่าจะทำอย่างไร ปลูกพืชที่กินได้ แลกกัน ซื้อขายกันเอง มีการบริหารจัดการกันเอง เขาทำกันอย่างนี้ ที่ชัยภูมิมีการทำบัญชีครัวเรือนอย่างนี้ ผมก็บอกว่าสิ่งที่เขาปลูกมันถูกมาก มีมะเขือเต็มไปหมด พอรวมผลผลิตเขาได้ข้อมูลเหล่านี้เอาไปทำตลาดกลางข้าวเปลือก ที่พิษณุโลกเขาเห็นชัดเลยว่าจากบัญชีครัวเรือนที่เอาข้อมูลมาใช้ ปรากฏว่าปัญหาสำคัญใหญ่คือเรื่องปุ๋ย เรื่องแหล่งน้ำ เขาเอาข้อมูลเหล่านี้มาแล้วมาทำงานร่วมกันแก้ปัญหาในสิ่งเหล่านี้ ผมกำลังจะบอกว่าสิ่งที่สหกรณ์จะคิดจะทำอะไรมันต้องระเบิดออกมาจากภายใน คุณต้องมีคนที่เข้าใจว่าการรวมกลุ่มสมาชิกในชุมชนเหล่านั้นที่ท่านดูแลอยู่เขาต้องการอะไร มันไม่ใช่แค่ปล่อยกู้ให้เขา มันไม่ใช่ว่าแค่ออมทรัพย์แล้วแบ่งปันผล ในชมชนบางชุมชนมีปัญหาเรื่องของขยะ บางชุมชนมีปัญหาเรื่องของคนแก่ไม่มีใครดูแล บางชุมชนมีปัญหาเรื่องของเด็กไม่มีใครดูแล อันนี้มันสามารถสร้าง Activate ของสหกรณ์เพื่อดูแลเรื่องของสงคม บางแห่งไม่มีไฟฟ้า บางแห่งขาดน้ำจืด นี่คือข้อมูล

???????????????????????????? กลับมาที่สหกรณ์ผมกำลังจะบอกว่าข้อที่หนึ่งพูดถึงจิตวิญญาณต้องเข้มแข็ง สองจะต้องมีการระเบิดจากภายในต้องสามารถข้าไปหามวลหมู่สมาชิก สร้างวามเข้าใจกับเขาคิดกิจกรรมร่วมกันกับเขาว่าอะไรที่สำคัญภายในกลุ่ม กิจกรรมภายในกลุ่มไม่เพียงพอต้องดูว่ากิจกรรมชมชนระหว่างตำบลระหว่างอำเภอ อะไรที่มันสามารถเชื่อโยงเป็นแผนของชุมชนได้ ทำไมสหกรณ์จะรวมกลุ่มไม่ได้ เรามีร้านเครือข่ายเอาเครือข่ายมานั่งคุยกัน แล้วเขาตัวเองจะต้องทำอะไรในบริบทที่กว้างขึ้น การเชื่อมโยงกันของ อบต. เรารู้ว่าปัญหาใหญ่คือแหล่งน้ำ อบต.มีงบประมาณทำไมไม่มานั่งคุยกัน มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์รวมของคนที่มีสมอง มีปัญญา มีความรู้ ทำอย่างไรที่จะดึงเขาเหล่านั้นเข้ามาเชื่อมโยง ขณะนี้หอการค้ากำลังมีนโยบายที่ผมชื่นชมเขามากเรื่องของการพัฒนา ซึ่งเอกชนต้องเข้าไปสนับสนุนชุมชน เขาไปต่อยอด ช่วยเขาในเชิงความคิด ในเชิงของงบประมาณ ในเชิงของกำลัง ประธานหอเขารับโครงการ หนึ่งกรรมการหอ คือหนึ่งชุมชน เริ่มเข้าไป สิ่งเหล่านี้มันก่อให้เกิดการเชื่อมโยงซึ่งมันจะทำให้บริบทของความคิดอ่าน มันกว้างขึ้น ทำให้กิจกรรมภายในครัวเรือนในชุมชน ในหมู่บ้านพยายามเปิด คุณจะสร้างโรงงานแปรรูป คุณจะสร้างยุ้งฉาง คุณจะสร้างแหล่งน้ำมันก็สามารถทำในขอบเขตที่กว้างข้างขึ้น นี่คือข้อที่สองที่บ่งบอกว่าการ empowerment membership อันนี้สำคัญ own เป็นเจ้าของ control คือการควบคุมบริหารโดยมวลหมู่สมาชิก มาข้อที่สามจะทำอย่างนี้ได้มันอยู่ที่ผู้นำและการจัดการ คนที่จะเข้ามาเป็นผู้นำได้ต้องมีการคัดสรรเป็นอย่างดี ทั้งจากชุมชนและกลุ่มสหกรณ์ แม่แต่ละหมู่บ้านนั้นหรือแต่ละชุมชนจะมีผู้นำอยู่ 3 ประเภท หนึ่ง ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และก็ผู้นำตามธรรมชาติ ผู้นำตามธรรมชาตินี่สำคัญที่สุดเลย ในหมู่บ้านมีไม่กี่คนหรอก ฉะนั้นโดยหลักการแล้วผู้นำตามธรรมชาติต้องเข้ามาอยู่ในสหกรณ์ มันถึงจะมีการเรียกลูกบ้านมาร่วมได้ ปราชญ์ชาวบ้านสำคัญ ท่านต้องมีแผนงานว่าจะเลือกสรรคนกลุ่มนี้ได้อย่างไร ผมที่ประวัติไม่ดีจะต้องไม่ให้เข้ามาเด็ดขาด คนที่ด่างพร้อยต้องออกไปเลยอย่าให้เข้ามา เพราะถ้าคุณต้องการฟื้นคืนศรัทธาให้สหกรณ์เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าการคัดสรรผู้นำที่ดีได้ เขารู้ว่าจิตวิญาณสหกรณ์คืออะไร หน้าที่เขาคืออะไร เขาควรจะทำอะไรบ้าง อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นแล้ว ไม่ใช่ให้ผู้จัดการสหกรณ์มาสั่งกรรมการสหกรณ์ มันคนละเรื่อง ผู้จัดการคือผู้ที่รู้เรื่องการจัดการเรื่องเทคนิคบริหารอย่างไร เรามีหน้าที่ดูทิศทาง หาสมาชิก กระตุ้นสมาชิก วางแผนข้างหน้าว่าจะร่วมหุ้นกับเขาอย่างไร ต้อง Active กับสิ่งเหล่านี้ ฉะนั้นคำว่าผู้นำและการบริหาร มันเป็นกุญแจสำคัญ คณะกรรมการจัดการสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องมีการเติมความสามารถ การเติมความสามารถไม่ได้หมายความคุณไม่เป็นคนมีความสามารถ แต่จำเป็นต้องเติมเต็มความสารมารถในการบริหารจัดการในอนาคตข้างหน้า อันนี้ก็คือบทบาทของสถาบันแห่งนี้ ต้องขอบคุณท่านอธิบดีที่ว่าสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา ความสารถที่เติมให้ต้องไม่ใช่เพียงรู้แค่ว่ากฎหมายของสหกรณ์คืออะไร บัญชีสหกรณ์ทำกันอย่างไร นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย เพราะมีหน้าที่ต้องเข้าใจ ควบคมผู้จัดการสหกรณ์ให้ทำหน้าที่เหล่านั้น แต่ตัวเขาเองต้องสมารถเข้าใจว่า ในกรณีการพัฒนาท้องถิ่นนั้นมีนควรจะทำอะไร ในบริบทที่ว่าจะดึงสมาชิกเข้ามาต้องทำกันอย่างไร ในบริบทที่ต้องทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทำเรื่องของการแปรรูป จะทำเรื่องของการตลาด จะทำเรื่องของการท่องเทียวในหมู่บ้านเป็นอย่างไร ในบางประเทศหมู่บ้านจนมาก ขายของอย่างไร ทำการเพาะปลูกแต่ต้องใช้ต้นทุนสูง ประธานสหกรณ์ของหมู่บ้านประชุมลูกบ้านเปลี่ยนระบบ ขายสินค้าส่งเอารายได้คนจนให้สูงขึ้น เคยเห็นแต่ขายสินค้าเพื่อเพิ่มรายได้ ในต่างประเทศสาเหตความจนคืออะไร ?บางแห่งภายในบ้านมีสมาชิกหลายคน รายได้ไม่พอเขาทำท่องเที่ยวภายในหมู่บ้าน ผู้หญิงทำหน้าที่ในการบรรยายการท่องเที่ยวในชุมชน สร้างรายได้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเขามาในรูปแบบจุนเจือรายได้ นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องวิสาหกิจชุมชน ผลผลิตชุมชน ฉะนั้นศักยภาพมันเต็มไปหมดเลย มันอยู่ที่คณะผู้บริหารของสหกรณ์จะคิดอ่านแล้วร่วมมือกัน ฉะนั้นผมมองว่าครั้งนี้เป็นรุ่นแรกๆ เรื่องต่อไปหลักสูตรก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แล้วคนที่สำเร็จจากตรงนี้ล่ะจะเป็นแกนในการตัดสินว่าหลักสูตรนั้นๆ จะพัฒนาอย่างไรต่อไป แล้วเอาผลที่มันประสบความสำเร็จแล้วเอามาเป็นตัวอย่างพูดให้ชุมชนอื่นๆ ได้เขาใจว่าสหกรณ์ทำกันอย่างไร ทำไมคุณต้องเข้าเป็นสมาชิก แล้วคุณจะได้ประโยชน์อย่างไร การเลือกสรรผู้นำควรจะทำอย่างไร การเลือกคนที่ทุจริต ควรจะจัดการกันอย่างไร มันก็จะเกิดการเติบโตขึ้นมา ก่อนผมขึ้นมาพูดท่านอธิบดีชี้ให้เห็นตัวเลขสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรอย่างเดียวห้าล้านกว่าคน ครึ่งหนึ่ง 50 เปอร์เซ็นต์สองล้านกว่าคน เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลายๆ ด้าน แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการร่วมรวมผลผลิตกับกิจกรรมของการแปรรูปมีเพียงสิบเปอร์เซ็นต์ในสองล้านกว่าคนมีเพียงแค่สองแสนกว่าคนข้าร่วม แต่น้อยกว่านั้นไอ้สองแสนกว่าคนก็สามารรวบรมผลผลิตได้ถึงห้าหมื่นกว่าล้านในหนึ่งปี แปรรูปอีกตางหาก ฉะนั้นถ้าภาพรวมท่านสามารถจุดไฟขึ้นมาในจิตวิญญาณสหกรณ์ ให้คนกลุ่มใหญ่ในชุมชนทั้งหลายที่ท่านเกี่ยวข้อเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก ให้นำผลผลิตมาร่วมกัน ทำอย่างไรให้มีการจัดซื้อปุ๋ยที่มีคุณภาพดีต้นทุนถูก ทำอย่างไรให้มันมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ มีหน้าที่ทำ logistic ร่วมกัน ทำการตลาดร่วมกัน กิจกรรมสังคมร่วมกัน ท่านลองหลับตานึกภาพดูว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น ที่ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าใน diffusion ที่หมายความว่าการแพร่กระจาย มันจะเกิดเองตามธรรมชาติ ท่านต้องทำให้ดี มีซัก 10 แห่งเริ่มประสบความสำเร็จสูงเอาพื้นที่เหล่านี้มาขยายความสำเร็จต่อไปมันจะแพร่ขยายไปสู่หลายๆ ชุมชนและมันจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่การที่จะก้าวพ้นความเปลี่ยนแปลงได้นั้นมันต้องนำเขาเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วม ในการที่จะแก้ไข ไม่เช่นนั้นรัฐมีโครงการอะไรก็แปะเข้ามา มีโครงการสองก็แปะเข้ามา สามก็เข้ามาสี่ก็เข้ามา สุดท้ายคนในหมู่บ้านก็มีอยู่แค่นั้น ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง กลายเป็นปูเสฉวนซึ่งไม่รู้ว่าจะเข้ากระดองไหนดี ฉะนั้นตรงนี้คืออะไร บนหน้าที่ที่แท้จริงของคณะผู้บริหารหรือเฉพาะประธานสหกรณ์ไม่ใช่บทบาทเชิง Admin นะ? ไม่ใช่หน้าที่ทางธุรการ? แต่หน้าที่สำคัญก็คือท่านจะต้องเป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงหรือที่เรียกว่า change agent เข้าไปเปลี่ยนแปลงลูกบ้านให้เกิดการตื่นตัว ให้เขามีความรู้ และสามารถสร้างผู้นำรุ่นต่อๆ ไปได้ หน้าที่นั้นล่ะสำคัญที่สุด สร้างตัวท่านเองก่อนแล้วก็ไปสร้างคนในหมู่บ้านให้เข้ามาร่วมกับสหกรณ์ แล้วมันจะกระจายระเบิดจากภายในแล้วมันจะแพร่ไปทั่วและพื้นฐานก็จะเข้มแข็ง และถ้ามีการร่วมเครือข่ายกันมากขึ้นในอนาคตมันก็จะมีการประสานงานกับภาครัฐที่ลงไป อบต. อบจ.หมู่บ้านก็จะเริ่มไปสู่แนวทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นถ้าต่างคนต่างทำงบประมาณซ้ำซ้อนแล้วก็ไม่มีใครได้เลยซักคน หน้าที่ใหญ่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์คืออะไร เราตั้งร้าน 90 กว่าปี ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงบริบทของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องของโครงสร้างนั้นไม่ง่าย เพราะหน่วยงานราชการนั้นเขามีกระบวนการเป็นขั้นเป็นตอน แต่ถ้าหน้าที่หลักของกรมส่งเสริมสหกรณ์คือการสร้างผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง สร้าง change agent บทบาทโครงสร้างต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงแน่นอนหัวใจสำคัญก็คือว่าต้องมีตัวนำหน้าที่ที่ต้องสร้างผู้นำ องค์รวมนั้นไปช่วยแนะนำแต่ละสหกรณ์นั้นสามรถจุดระเบิดจาภายในหาข้อมูล ต้องมีกลุ่มซึ่งมาเป็นที่ปรึกษากระจายไปสู่สหกรณ์ว่าจะช่วยเขาคิดโครงการต่างๆ ได้อย่างไร? ต้องมีกลุ่มที่เข้าไปช่วยในการประสานเครือข่าย ระหว่างสหกรณ์ ระหว่างอำเภอ ระหว่าตำบล ระหว่างจังหวัด แล้วเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย เอกชน นี่คือบทบาทของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ถ้าเป็นอย่างนี้บุคคลกรในกรมส่งเสริมจากการที่เน้นเป็นระบบราชการ เขย่าให้ระบบนี้หายไปซะ แล้วก็อย่าไปทำให้สหกรณ์เป็นราชการ อย่าไปทำลักษณะจากข้างบนลงมาข้างล่าง แต่อยู่ข้างล่างเพื่อช่วยเหลือเขาให้เขาสามรถเดินขึ้นมาได้ ท่านเคยได้ยินไหมคำที่ว่าผู้นำสุดยอดคือผู้นำที่สามรถทำให้คนที่ตามเดินไปในเส้นทางที่ท่านช่วยเขาโดยที่ทำให้เขารู้สึกว่าเดินด้วยตัวเอง ไม่ใช่เราสั่ง เขาจะได้ภูมิใจและมีกำลังใจ ฉะนั้นถึงเวลาจริงๆ ที่ว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องคิดในเชิงของการพลิกบริบท Transform ?ตัวเอง ไม่ต้องรอให้รัฐบาลมาแทรกซ้อน โครงสร้างเปลี่ยนยาก ไม่เป็นไร ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น แต่บทบาทหน้าที่ในนี้ ต้องให้ทุกๆ คนเข้าใจว่าบาทบาทของกรมส่งเริมคืออะไร เวลาพนักงานของกรมส่งเสริมลงไปในพื้นที่ ชาวบ้านต้อนรับ มาแล้วพระเอกมาแล้ว ไม่ใช่ครั้งหนึ่งลงไปแล้วชาวนาวิ่งหนีเลย เมื่อสิบปีที่แล้วเวลาเจ้าหน้าที่ของ ธกส. ลงไปหาชาวนา เขากลัวมากนะเพราะกลัวมาทวงหนี้ concept ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลงแนวความคิดเหล่านี้ได้ อนาคตข้างหน้า มุมนี้สหกรณ์การเกษตรสหกรณ์ ตรงนั้นออมทรัพย์เหมือนกันหมด สร้างผู้นำที่ดี activity มีอะไร กิจกรรมไม่ใช่ว่าสร้างขึ้นมาแล้วมีแต่เงินปันผล ทัศนคติของผู้นำต้องเป็นว่าสหกรณ์ไม่ใช่องค์กรการกุศล ทุกสหกรณ์ต้องมีจิตวิญาณของการเป็นผู้ประกอบการต้องแข่งกับเอกชนได้นะ? เสียตรงที่ครั้งหนึ่งเราเคยมีสหกรณ์พระนครซึ่งเคยทำงานได้ดีมาก หายไป 20 ปีสูญหายไปแล้ว เพราะแข่งไม่ได้ ต้องทำให้แข่งได้? แต่จุดประสงค์ไม่ใช่ว่าต้องเอากำไรอย่างเดียว จุดประสงค์คือว่าสร้างผลกำไรพอสมควรแล้วให้มีความต่อเนื่องไอ้นั่นมันจึงจะมีความยั่งยืนของสหกรณ์ ผมพูดทั้งหมดมาในวันนี้ก็หวังว่าพูดไปไม่เสียเวลาเปล่า เพราะคนไทยพูดเยอะทำน้อย พูดมาสามสิบปีเก้าสิบปีพึ่งได้เห็นสถาบันตั้งขึ้นมา ฉะนั้นตรงนี้ผมเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ๆ? ทุกคนต้องการความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีทั้งสิ้น แต่บางครั้งไม่รู้จะพึ่งใคร กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็ต้องเป็นที่พึ่งให้เขา ข้าราชการแต่ละท่านต้องทำตัวให้เป็นที่พึ่งแก่เขา เลือกคนที่เป็นเพชรในแต่ละหมู่บ้านต้องเข้ามาร่วมในเครือข่ายแล้วสร้างความเชื่อถือ ศรัทธา มันจะเกิดขึ้น? ถ้ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่สมาชิกก็จะเฮโลเข้ามา คนไทยไม่โง่ ตรงไหนทำได้เขาก็อยากจะเอาอย่าง แต่ต้องมีตัวอย่าง มีการนำ มันเป็นปัญหาพื้นฐานเลยของสังคมไทย ว่าคุณต้องสร้างผู้นำขึ้นมาให้ได้แล้วในผู้นำเล่านั้นมันก็จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับชาติ ผมจะไม่บรรยายมากไปกว่านี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในแนวทางที่ดีขึ้น สิ้นเดือนนี้ท่านรัฐมนตรี ก็หวังว่าจะมีท่านต่อไปเข้ามาสานต่อ ไม่ใช่ว่าเปลี่ยนผู้นำที เปลี่ยนนโยบายที ตัวอย่างดีๆ มีเยอะ ตัวอย่างไม่ดีอย่าไปเอาอย่าง นะครับ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะประสบสิ่งที่ดี

?

Read 1416 times Last modified on จันทร์, 13 มิถุนายน 2011 10:27

เมเนูหลัก มูลนิธิสัมมาชีพ


Partners_

     logo icc     mirtphol

     logo tuf     logo toshiba

     ptt     kungthai

     logo farmhouse     logo os       

     thaibeaf     A-W LOGO TVO

     Black Canyon    thaipagan

     betagro    Logo Toyota

     Logo-MK    tecnogas logo

     lazyboy   chai logo

     ais   people logo

     poc    tk park

     ecc logo    nara place logo

     arrow    

 

   

logo rif

ติดต่อมูลนิธิสัมมาชีพ

๑๑๑๑/๒๓ เดอะฮาบิแทค ซ.ลาดพร้าว๙๔ (ปัญจมิตร)
แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. ๑๐๓๑๐
โทร. ๐๒-๕๓๐-๙๒๐๔-๕ แฟกซ์ ๐๒-๕๓๐-๙๒๐๖
Email : sammachiv.pr@gmail.com