skip to Main Content
ท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัยในความปกติใหม่ New Normal

ท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัยในความปกติใหม่ New Normal

ท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัยในความปกติใหม่ New Normal

Communication chat icon above cityscape in the night light of the city.

 

        “ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์” เป็นอีกหนึ่งวิทยากรสำคัญหลักสูตร Leadership for Change ผู้นํา-นําการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 11 (LFC 11) ซึ่งเปิดอบรมเฉพาะวันเสาร์–อาทิตย์ เริ่มวันที่ 31 ตุลาคม-29 พฤศจิกายน 2563 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยมูลนิธิสัมมาชีพ เป็นแม่งานจัด

 

      รำลือกันว่า “ฐาปนีย์” แม้เป็นหญิงแกร่ง ตัวเล็ก แต่ลุยงานหนักไม่แพ้ชาย เธอเป็น“รองผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)” ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว และเธอจะเป็นวิทยากรอบรมในหัวข้อ “ท่องเที่ยวชุมชนปลอดภัยในความปกติใหม่ New Normal”

 

     ด้านการศึกษา เธอจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไปคว้าปริญญาโท 2 ใบจากมหาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา คือ American University กับ George Washington University

 

     หากไม่นับการผ่านงานด้านเอกชนเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้บริษัทชั้นนำแล้ว โดยกล่าวเฉพาะการทำงานใน ททท. เธอเริ่มงานที่ตำแหน่งพนักงานวิเทศสัมพันธ์ 4 กองวิเทศสัมพันธ์ ฝ่ายสำนักงานผู้ว่าการ เมื่อปี 2542 กระทั่งเติบโตขึ้นเป็นผู้อำนวยการกลุ่มสารสนเทศการตลาด สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศเมื่อปี 2552 และเป็นรองผู้ว่า ททท.ในปัจจุบัน

 

     ในช่วงโควิด-19 ระบาด ส่งผลกระทบการท่องเที่ยวของไทยครั้งใหญ่ ในปี 2563 ททท.คาดการณ์ว่า จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน สุดท้ายประเมินใหม่ลดเป้าหมายลงเหลือเพียง 7 ล้านคน ยิ่งตกใจมากขึ้นเมื่อลงลึกตัวเลขปลายปีนี้ถ้าเปิดให้การเดินทางได้จะมีนักท่องเที่ยวแค่ 4 แสนคนซึ่งทำให้รายได้จากตลาดสินค้าสำคัญนี้หดหายไปหลายแสนล้านบาทจากที่ตั้งเป้าหมายไว้จำนวน 1.23 ล้านล้านบาท แต่คาดจะมีรายได้ราว 742,500 ล้านบาท ลดลงราว 75%

 

      อีกทั้ง ททท.คาดการณ์ท่องเที่ยวในปี 2564 จะยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก โดยประเมินรายได้จะลดเหลือ 675,700 ล้านบาท หรือลดลง 9% จากปีนี้ แต่หากปี 2564 ไทยเปิดการท่องเที่ยวได้ปกติรายได้จากรวมน่าจะขยับมาอยู่ที่ 3,936,629 ล้านบาทหรือเติบโต 430% จากปีที่ผ่านมา ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายแห่งความหวังในยามปกติเมื่อโควิด-19 สร่างซาลง

 

     ททท. ไม่รอให้เกิดความหวังเต็มรูปแบบในยามเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางได้ปกติ แต่ในยามยังไม่ปกตินั้น ททท.ผลักดันให้เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆนำร่องก่อนในโครงการ “ออกวีซ่าพิเศษ” ที่เรียกว่า Special Tourist VISA (STV) สำหรับผู้ที่มาพำนักระยะยาว (long stay) ในไทย 90 วัน และต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง ๆ ละ 90 วัน รวมระยะเวลาพำนักอยู่ในไทยสูงสุด 270 วัน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการโครงการนี้เมื่อ 15 ก.ย. และเริ่มขับเคลื่อนตั้งแต่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา

 

    “ฐาปนีย์” หวังว่าการออกวีซ่าพิเศษ จะนำพาให้ตลาดต่างชาติเกิดความเชื่อมั่นเชิงภาพลักษณ์เกี่ยวกับสุขอนามัยและการควบคุมเชื้อของไทย ทั้งนี้ ททท. ประมาณการรายได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาประมาณ 1,200 คนต่อเดือน และ 1 ปี จะมีนักท่องเที่ยว 14,400 คน จะเกิดรายได้ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท

 

     การนำร่องท่องเที่ยวในยุคโควิด-19 นั้น ฐาปนีย์ เน้นว่า สิ่งสำคัญคือ “Trust” ไม่ว่าเป็นความมั่นใจด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ซึ่งชูชงเป็นตราสัญลักษณ์การยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวผ่าน Amazing Thailand Safety & Health Administration หรือ SHA อาวุธลับด้านการตลาดท่องเที่ยวแบบ Hard Sale ของ ททท.ต่อกลุ่มเป้าหมายต่างชาติ

 

     อย่างไรก็ตาม กิจการจะขอรับมาตราฐาน SHA ได้นั้น ททท. จัดไว้ 10 ประเภทกิจการ ได้แก่ 1.ภัตตาคาร ร้านอาหาร 2.โรงแรม ที่พัก สถานที่จัดประชุม 3.นันทนาการและสถานที่ท่องเที่ยว 4.ยานพาหนะ 5. บริษัทนำเที่ยว 6.สุขภาพและความงาม 7.ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า 8.กีฬาเพื่อการท่องเที่ยว 9.โรงละคร โรงมหรสพ การจัดกิจกรรม และ 10.ร้านค้าของที่ระลึกและร้านค้าอื่นๆ

 

     รวมทั้งการจับคู่เที่ยว Travel Bubble กลุ่มประเทศเสี่ยงต่ำ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน สปป.ลาว ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อยู่ระหว่างการพูดคุย ซึ่งอาจจะเริ่มพร้อมกันหลายประเทศในลักษณะ Group Bubble

 

     ฐาปนีย์ มั่นใจว่า มาตรฐาน SHA จะสร้างความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ (New Normal) และจะทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม เป็นเมืองในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก Thailand Preferred Destination อย่างแน่นอน

 

    ไม่เพียงเท่านั้น ททท.ยังเสริมด้วยยุทธศาสตร์ “5 Re” เพื่อขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยวิถีใหม่หลังโควิด-19 ครั้งสำคัญด้วย  โดยมีแผนงาน 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 : Lockdown Exit ประกอบด้วย “Rebuild-Rebalance-Refresh” เป็นการเตรียมความพร้อม ซ่อมสร้างอุปทาน สื่อสารให้คิดถึง Amazing “Trusted Thailand”

 

    ในระยะที่ 2 : Selective Open เป็นช่วง Reboot ไทยเที่ยวไทย เปิดเมืองเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างจำกัด และ ระยะที่ 3 : Extensive Open เป็นการ Rebound เปิดเมืองเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

 

    ทั้งนี้ ท่องเที่ยวแบบฉบับชีวิตวิถีใหม่ จะนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยหลักการด้านสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด “BEST : ท่องเที่ยวไทยวิถีใหม่” ประกอบด้วย

 

    B หรือ Booking คือวางแผนการเดินทางก่อน-ระหว่าง-หลังเดินทาง การจัดสรรคนร่วมเดินทาง จองทุกสิ่งล่วงหน้าภายใต้เงื่อนไขการจำกัดจำนวน และการบริหารพื้นที่แบบเว้นระยะห่าง, 

 

   E หรือ Environment การอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติที่ฟื้นตัวดีขึ้น นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม,

 

   S หรือ Safety ข้อมูลสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะให้ความสำคัญกับความสะอาด ปลอดภัย และสุขอนามัยที่ดี

 

   และ T หรือ Technology เทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการท่องเที่ยวที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าสำหรับนักท่องเที่ยวและทำให้บริการมีศักยภาพที่ดีขึ้น

 

   นี่คือ ยุทธศาสตร์ แนวคิด แบบกว้างๆ ในความหวังวิถีใหม่การท่องเที่ยวยุคหลังโควิด-19 และเป็นความหวังดึงรายได้ให้ขยับมาอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาทหรือเติบโต 430% จากปีที่ย่ำแย่กับช่วงโควิดระบาด

    แล้วท่องเที่ยวชุมชนจะปลอดภัยในความปกติใหม่อย่างไร นั่นเป็นหน้าที่วิทยากรของ“ฐาปนีย์”คงลงลึกให้ผู้ร่วมสัมนาหลักสูตร LFC 11 ได้กอบรับไว้ไปพลิกแพลงต่อยอดแนวทางในพื้นที่และผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวแต่ละแห่ง เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าสู่ชุมชนอย่างปลอดภัยในวิถี SHA

     รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.right-livelihoods.org/chanchage-leadership/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87-%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11/

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top