skip to Main Content
ประชารัฐกับ Cross Sector Collaboration

ประชารัฐกับ cross sector collaboration

“คุณต้องใจ ธนะชานันท์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ให้เกียรติมาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “ประชารัฐกับ cross sector collaboration” ในหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 9 จัดโดยมูลนิธิสัมมาชีพ มีรายละเอียดน่าสนใจ ดังนี้

ประชารัฐรักสามัคคีแค่เป็นส่วนหนึ่งของพลังประชารัฐที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ โดยจับคู่ระหว่างกระทรวงต่างๆ กับภาคเอกชน สำหรับประชารัฐรักสามัคคีเป็นการจับคู่ระหว่างกระทรวงมหาดไทยกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ภายใต้มอตโต้ ชุมชนลงมือทำ เอกชนขับเคลื่อน ภาครัฐสนับสนุน

ในการทำงานตอนแรกๆ ดีไซน์กันอยู่หลายรอบเป้าหมายสำคัญคือสร้างรายได้ให้ชุมชนให้ชาวบ้านได้อยู่ในท้องถิ่น โดยทำ 3 เรื่องคือ 1) เกษตร ซึ่งชาวบ้านเขาทำอยู่แล้ว อาทิ กล้วยตาก แชมพู 2) แปรรูป และ 3) ท่องเที่ยวชุมชน

หลักการทำงานเราพยายามทำตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ อย่างกรณีเกษตรอินทรีย์ ทำตั้งแต่ส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักไปจนถึงการจัดการ เราพบว่าชุมชนเก่งในเรื่องการผลิต ขาดอยู่ 2 เรื่อง คือ การตลาดและการจัดการ ชาวบ้านจดแต่รายได้แต่ไม่เคยรู้รายจ่าย เราจึงไปช่วยเปลี่ยนให้เขาจัดการเป็นระบบมากขึ้น ทำให้เขาพัฒนาอย่างยั่งยืน

ตอนแรกๆ เกรงว่าหากเปลี่ยนรัฐบาลประชารัฐจะหายไปจึงตั้งเป็นบริษัททุกจังหวัดและประชารัฐประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง แต่ถ้ามี พ.ร.บ. รัฐวิสาหกิจเราเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเต็มรูปแบบ

หลักการเราอยากให้ชุมชนได้รับคือ เศรษฐกิจพอเพียง เราสามารถเปลี่ยนความคิดสังคมแยกส่วน และมองตัวเองมีข้อจำกัดจะเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาว ประชารัฐสามัคคีมีทั้งหมด 5 ภาคส่วน เราจึงร่วมทุกภาคส่วน ภาครัฐ ประชาสังคม ประชาชน วิชาการ เอ็นจีโอ โดยบริษัทเอกชน 12 บริษัท ลงขันคนละ 1 ล้านซึ่งมูลนิธิสัมมาชีพนั้นถือเป็นต้นแบบของการทำงานแบบประชารัฐ

ประชารัฐรักสามัคคีในทุกจังหวัดมีเงินทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาทการทำงานประชารัฐจังหวัดเป็นการให้คำปรึกษาเชื่อมโยง แต่ในทางปฏิบัติค่อนข้างยากเพราะเมืองไทยไม่ยอมรับที่ปรึกษา ประชารัฐจังหวัดก็จะหารูปแบบที่เหมาะสม

ผลกำไรที่ได้มาไม่มีปันผล ทุกอย่างกลับไปทำงานให้กับสังคม เราบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ตั้งแต่ปี 59 จนถึงปัจจุบัน มีโครงการทั้งหมด 802 โครงการมีชุมชนร่วมกว่า 2,000 ชุมชน กว่า 5 หมื่นครัวเรือน กำไร308 ล้านบาท ซึ่งงานเป็นงานจิตอาสา เบี้ยประชุมไม่มี เป็นพลังของระดับจังหวัด

ถ้ามองรายได้ที่ผ่านมา  ภูเก็ตกำไร 34 ล้านบาท นนทบุรี 6 ล้านบาทที่เหลือก็พออยู่ได้ มากน้อยต่างกันไปมีน้องๆ ไปช่วยทำงานช่วยเหลือชุมชน อย่างกรณีตัวอย่างของจังหวัดเชียงใหม่ ชาวสวน ขายผลไม้แบบเหมาสวนให้ล้งจีนชาวนาขายข้าวตั้งแต่ยังไม่ตากแห้ง ทางบริษัทประชารัฐรักสามัคคี ได้ไปเชื่อมโยงกับค้าปลีกรายใหญ่ ท็อปซุปเปอร์มาเก็ต แมคโครให้เข้ามาดูสวน ให้เข้ามาซื้อตรง เราสอนการเปิดหน้าบิล สอนการคัดแยก ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ 4 ล้านบาทผลประโยชน์ 400 ครัวเรือน ผลจากการพัฒนาตลาดทำให้ได้องค์ความรู้

หรืออย่างนนทบุรีที่ทำรายได้อันดับ 2 ทางบริษัทประชารัฐรักสามัคคีได้เชื่อมกับท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต ไปขอมาตรฐานความปลอดภัย ของบฯประมาณใช้ในโครงการผักกางมุ้ง เชื่อมภาครัฐเอามุ้งมาให้เกษตรกร สร้างรายได้กว่า 2 ล้านคนได้ประโยชน์กว่า 300 ครัวเรือน

กลุ่มงานแปรรูป อย่างกรณีจังหวัดชัยนาท สนใจเรื่องผ้า เขาเรียกว่าผ้าอำเภอ ที่อำเภอเนินขามดั้งเดิมเป็นผ้ามาจากลาว จึงมีการค้นคิดลาย “ช่อใบมะขามลาวเวียง” เอาอันนี้ให้ชุมชนเนินขามทอ เขาทำการตลาดสร้างรายได้กว่า 10 ล้านบาท ตอนนี้จดลิขสิทธิ์ลายผ้าเรียบร้อยแล้ว

หรืออย่างกรณีการแปรรูปผ้าขาวม้า ที่อำนาจเจริญไปได้ไกลมาก ใช้เป็นรูปแบบบริหารจัดการ เมื่อสงกรานต์ปี 59 ผู้บริหารบริษัทไทยเบฟ ต้องการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ผ้าขาวม้าสั่งผ้าขาวม้า 700 ผืนใน 2 เดือนถามว่าใครจะยกมือสู้ มีน้องคนหนึ่งยกมือบอกว่าสู้ เขาไปรวบรวมชุมชนอำนาจเจริญ 45 ชุมชนมีการแบ่งงาน ย้อมสี ปั่นด้าย ทอผ้า แปรรูปโดยแบ่งงานกันตามความถนัด ปัจจุบันขยายเกิน 50 ชุมชน  แปรรูปเป็นกระเป๋า เสื้อผ้า ซึ่งจังหวัดข้างๆ ก็ส่งผ้าให้ชุมชน ซึ่งเป็นกระบวนการบริษัทชุมชนขายให้กับ ปตท. ตลาดหลักทรัพย์ ไทยเบฟ เป็นต้น

ท่องเที่ยวช่วงนี้ฮิตมาก ทุกกระทรวงทำท่องเที่ยวชุมชน แต่ของเราประชารัฐรักสามัคคีทำท่องเที่ยวโดยชุมชน จัดการบริหารโดยคนในชุมชน อย่างกรณีจังหวัดหนองคาย ที่บ้านเดื่อ สอนการเพาะเลี้ยงปลาริมน้ำโขง การแปรรูป ทำปลาร้าบอง ด้วยทำเลติดแม่น้ำโขง ก็ทำเป็นท่องเที่ยวชุมชน สร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า1 ล้านบาท เริ่มมีโฮมสเตย์ แปรรูป ส่งออก

ขณะเดียวกันบริษัทประชารัฐรักสามัคคีในส่วนกลางก็จะทำในระดับประเทศ อย่างเช่นกลุ่มงานเกษตร ทำโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ทำเครื่องสีข้าวครัวเรือน  แปรรูปก็ทำผ้าขาวม้า ผ้าพื้นถิ่นงานท่องเที่ยวก็ทำการประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวโดยชุมชนผ่านรายการช่องอมรินทร์ทีวี เป็นต้น

เราพยายามพัฒนาบุคลากรคนรุ่นใหม่มาสานพลังเพื่อบ้านเกิด และหาพื้นที่ให้ชุมชนต่างๆ ได้ขายของกรณีโรงพยาบาลอาหารปลอดภัยเราดำเนินการมา 3 ปีกว่าแต่ติดขัดไม่รู้จะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยง

เราจึงไปเชื่อมกับกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งโรงพยาบาลสั่งซื้อของอยู่แล้ว เดิมซื้อของจากตลาดต่อไปบางส่วนซื้อจากบริษัทประชารัฐจังหวัด เกษตรกรก็วางแผนปลูก เปิดหน้าบิลกับเกษตรกร เราจ่ายเงินให้เกษตรกรในวันรับซื้อเลยโครงการโรงพยาบาลปลอดภัย มีโรงพยาบาลเข้าร่วมแล้ว 33 จังหวัด ตอนนี้เราคิดเรื่องโรงเรียน โรงพยาบาลในกรุงเทพ 10 โรง

เครื่องสีข้าวครัวเรือน โครงการนี้ทำเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์ ข้าวไร่พันธุ์แปลกๆ ขายนอกพื้นที่  ส่วนผ้าขาวม้า ท้องถิ่นถือว่าเป็นหัตถศิลป์ไทย การทอผ้าขาวม้าเป็นพันๆ ชุมชน สามารถ ตัดเสื้อ ทำเฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน จะทำให้ชุมชนขายได้มากขึ้น โดยมีสถาบันสิ่งทอช่วยสอนเทคนิคต่างๆ

จัดประกวดดีไซด์เนอร์ รุ่นใหม่โดยใช้ผ้าขาวม้า มีโครงการตามหาทายาทผ้าขาวม้าไทย มาพัฒนาต่อไปปัจจุบันเจอแล้ว 13 คน เราหาทางช่วยคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สอนทำโลโก้ ที่ผ่านมาผ้าขาวม้าไม่เคยมีแบรนด์  เราต้องหาทางทำอย่างไรให้คนมาซื้อซ้ำ ซึ่งมี 4-5 ชุมชนขายได้ปีละหลายล้าน ผ้าพื้นถิ่นทำย่าม สะพายสายแนว ขายได้ 2 ล้านกว่าบาท

ท่องเที่ยวชุมชน เรามีรายการทีวีชื่นใจไทยแลนด์ประชาสัมพันธ์ ท่องเที่ยวโดยชุมชน มีทั้งหมด 93 ชุมชนที่เตรียมจะออนแอร์  โครงการสานพลังบ้านเกิด ที่สนใจทำงานชุมชน เราต้องสร้างนักพัฒนาธุรกิจชุมชนทุกวันนี้ชุมชนขาดทักษะทางธุรกิจ เรามีโครงการอบรม 4 เดือน ได้ทักษะการทำงานชุมชน ได้ทักษะการทำธุรกิจ มีผู้ร่วมโครงการ 150 คน

โครงการใหม่ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำโครงการวิทย์สร้างคนเอาวิทยาศาสตร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก เสริมความแข็งแกร่ง ให้ประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันในอนาคตต่อไป

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top