skip to Main Content
02-530-9204-5 sammachiv.pr@gmail.com
ย้อนรอย!! ภัย“โอมิครอน” เชื้อกระจายลุกลามไทยรุนแรง
Communication chat icon above cityscape in the night light of the city.

ย้อนรอย!! ภัย“โอมิครอน” เชื้อกระจายลุกลามไทยรุนแรง

ย้อนรอย!! ภัย“โอมิครอน” เชื้อกระจายลุกลามไทยรุนแรง

หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนให้ระวังเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนมีแหล่งระบาดในประเทศแอฟริกาใต้ แล้วลุกลามหนักหน่วงในทวีปยุโรป สหรัฐ และยังเล็ดลอดบินข้ามมายังประเทศเอเซียเป็นหย่อมเล็กๆ โดยมาตรการช่วงนั้นหลายประเทศทำได้เพียงห้ามคนแอฟริกาเข้าประเทศ รวมทั้งไทยยังสั่งห้าม 8 ประเทศทวีปแอฟริกาเข้าไทยตั้งแต่ 27 พ.ย. 2565

จากรายแรกถึงคนไทยคนแรก

แต่โอมิครอนซึ่งขึ้นชื่อว่า ระบาดได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์เดลตานับสิบเท่า เพราะเพียงต้นธันวาคมก็แพร่ขยายเชื้อไวรัสเข้ายุโรปและสหรัฐกระทั่งในปัจจุบัน มีคนติดเชื้อแต่ละวันนับแสนคน นั่นสะท้อนว่าคนยุโรปและสหรัฐกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อกลุ่มใหญ่เข้าแทนที่ทวีปแอฟริกา ส่วนประเทศไทยเริ่มมีเชื้อโอมิครอนหลุดรอดมาตรการอันเข้มข้นของสาธารณสุขไทยมาได้ 1 คน ซึ่งเป็นคนสัญชาติสหรัฐอายุ 35 ปี ทำงานที่สเปน แต่ไทยกลับไม่ประกาศมาตรการห้ามคนสหรัฐและยุโรปเข้าประเทศ เหมือนที่ห้ามคนแอฟริกาไปก่อนหน้านี้

 

แม้เชื้อรายแรกเข้าไทยเมื่อ 30 พ.ย. ในระบบ Test & Go หมายถึงฉีดวัคซีนครบโดส ตรวจ ATK เมื่อถึงไทย หากผลเป็นลบคือไม่ติดเชื้อโควิดก็เดินทางไปพื้นที่ต่างๆได้ แต่สาธารณสุขใช้เวลาถึง 5 วันตั้งโต๊ะแถลงเมื่อ 6 ธ.ค.ว่า คนสัญชาติสหรัฐคนนี้ติดเชื้อโอมิครอน แล้วอาการใจกระเจิงของสังคมคงวิตกเป็นทุกข์อยู่มิใช่น้อย ถึงถูกปลอบประโลมด้วยการแยกคำพูดว่า เป็นการติดเชื้อจากต่างประเทศ ยังไม่มีติดเชื้อในไทย แต่ความว้าวุ่นก็ยังไม่คลายลง

 

ถัดมาไม่นาน โอมิครอนได้ยกระดับแพร่เชื้อให้คนไทย 1 คน เป็นหญิงที่ติดมาจากสามีชาวโคลอมเบีย เข้าไทยเมื่อ 26 พ.ย. ผ่านการตรวจทั้ง  ATK และ RT-PCR ถึง 5 ครั้ง ทิ้งช่วงนานกว่า 10 วันจึงพบเชื้อโอมิครอนเมื่อ 10 ธ.ค. ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อ 19 ธ.ค. จังหวัดนนทบุรีพบคลัสเตอร์ไปแสวงบุญที่ประเทศซาอุดิอาระเบียกลับมาไทยตรวจเชื้อโคติดโอมิครอน 6 คน เมื่อ 20 ธ.ค. แล้วเพิ่มเป็น 31 คนลามไปอีก 4 จังหวัด คือ ปทุมธานี 4 ราย, พระนครศรีอยุธยา 4 ราย, นครราชสีมา 1 ราย และ กทม. 2 ราย

ขณะที่ข้อมูล ศบค. รายงานว่า เมื่อ 1-20 ธ.ค. คนต่างชาตินำเชื้อโควิดเข้ามาไทยในระบบ Test & Go ติดเชื้อมาถึง 227 คน แบบ Sandbox 50 คน และ Quarantine 100 คน รวมมากถึง 377 คนในจำนวนนี้ตรวจพบเชื้อโอมิครอนสะสม 97 คน ซึ่งหมายถึงช่วง 20 วันโอมิครอนสามารถแพร่เชื้อได้เฉลี่ยวันละ 5 เท่า โดยผู้ติดเชื้อโควิดมีต้นทางเข้าประเทศตามระบบ Test & Go เพิ่มอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วง พ.ย.ที่มีเพียง 83 คนเท่านั้น

 

ระงับ Test & Go สกัดโอมิครอนล้มเหลว

ในวันที่รัฐบาลและ ศบค.ตัดสินใจระงับการเข้าประเทศแบบ Test & Go เมื่อ 21 ธ.ค. นั้น มีคนต่างชาติลงทะเบียนไว้แล้ว 2 แสนคน เข้ามาแล้ว 1.1 แสนคน เหลือที่จะเข้ามาอีก 90,000 คน ซึ่งรัฐบาลผ่อนปรนให้คนจำนวนนี้เข้ามาได้ตามเดิมถึงวันที่ 4 ม.ค. 2565 แต่เพิ่มเติมการตรวจ RT-PCR หาเชื้อ 2 ครั้ง

ขณะเดียวกันวันที่ 21 ธ.ค. ระบบ Test & Go ที่มีช่องโหว่ให้ผู้ติดเชื้อต่างชาติหลุดรอดเข้าไทยสะสมเฉพาะ ธ.ค. ถึง 416 คน มาตามระบบ Test & Go 261 คน และมีผู้ติดเชื้อโอมิครอนสะสม 104 คน ซึ่งเพิ่มจากวันที่ 20 ธ.ค.อีก 7 คน

 

ดูเหมือนมาตรการระงับ Test & Go สกัดโอมิครอนมาช้าและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะหลังวันที่ 21 ธ.ค.นั้น คนต่างชาติยังเข้าไทยตามระบบ Test & Go ได้ตามมาตรการเดิมๆอยู่ดี หนำซ้ำยังให้คนที่เหลือ 90,000 คนเข้ามาอีก แม้มาตรการเช่นนี้ประกาศใช้อย่างเด็ดขาด แต่ก็เหมือนกับไม่เคยประกาศใช้เลย ดังนั้น เพราะยอดผู้ติดเชื้อโอมิครอนสะสมตั้งแต่ 22-26 ธ.ค.ทะยานพุ่งขึ้นทุกวันคือ พบติดเชื้อในวันที่ 22 ธ.ค.จำนวน 154 คน เพิ่มเป็น 205 คน ถัดไปเป็น 289 คน แล้วเป็น 387 คน และเพิ่มเป็น 514 คนในวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา

 

เมื่อนำผู้ติดเชื้อโอมิครอนไปทาบติดกับผู้ติดเชื้อต่างชาติที่เข้ามาในระบบ Test & Go ตั้งแต่ 22-26 ธ.ค. แล้ว พบว่า มีความสอดคล้องกัน โดยมีผู้ติดเชื้อเข้าไทยรายวันสูงขึ้นทุกวัน คือ วันที่ 22 ธ.ค.มีผู้ติดเชื้อ 35 คน เพิ่มเป็น 38 คน แล้วลดลงเป็น 34 คน จากนั้นทะยานขึ้น 48 คน และวันที่ 26 ธ.ค.มีผู้ติดเชื้อในระบบ Test & Go เข้าไทยพุ่งถึง 69 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูล ศบค.รายงานแค่วันที่ 28 ธ.ค. วันเดียว ประเทศที่นำเชื้อโควิดเข้ามาไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ สหรัฐ 19 คน อังกฤษ 13 คน ฝรั่งเศล 8 คน สเปนและสวิสประเทศละ 5 คน สิ่งสำคัญประเทศเหล่านี้ล้วนมีผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศสูงระดับเฉียดแสนต่อวัน ส่วนสหรัฐติดเชื้อโอมิครอนแล้วกว่า 73% ของทั้งประเทศ

 

ดังนั้น ตัวเลขทั้งผู้ติดเชื้อโอมิครอนกับผู้ติดเชื้อระบบ  Test & Go เข้าไทยจึงฟ้องถึงมาตรการ Test & Go ผิดพลาด และการระงับใช้ชั่วคราวก็เป็นความล้มเหลวในการสกัดโอมิครอน เพราะเมื่อยังปล่อยให้คนต่างชาติเข้ามาในระบบ Test & Go ได้ตามเดิม แล้วการแพร่เชื้อโอมิครอนจึงระบาดไปทั่วไทยหลายจังหวัด จนไม่มีจุดแบ่งแยกระหว่าง “ผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศ ไม่ได้ติดเชื้อในประเทศ” อีกต่อไปแล้ว

ลุกลามไม่หยุดแพร่เชื้อทั่วไทย

ปรากฎการณ์คนต่างชาติเข้ามาไทยและนำเชื้อมาด้วยมีเป็นข่าวได้ทุกวัน โดยเมื่อ 28 ธ.ค. ที่บุรีรัมย์พบเขยจากอังกฤษมาเยี่ยมเมีย ได้นำเชื้อโควิดมาติดเมียและแม่ยาย รวม 3 คน อยู่ระหว่างตรวจสายพันธุ์เชื้อโควิดโอมิครอน จึงทำให้คนในหมู่บ้านจำนวน 10 ครัวเรือนอยู่ในอาการกลุ่มมีความเสี่ยงสูง

 

กรณีของเขยอังกฤษนั้น เข้ามาไทยและผ่านการตรวจหาเชื้อโควิดตั้งแต่ 20 ธ.ค. แต่ไม่พบเชื้อ แล้ววันที่ 24 ธ.ค.เกิดไข้ขึ้นสูง ไปตรวจหาเชื้ออีกครั้งจึงได้ผลว่า ติดเชื้อโควิดซึ่งยังไม่ระบุสายพันธุ์ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วในหลายจังหวัดที่คนมาจากต่างชาติเข้าไทยแล้วตรวจไม่พบเชื้อ แต่เมื่อตรวจใหม่ซ้ำๆ หลายวันจึงเจอโอมิครอนเข้าเต็มๆ เช่น ที่อุบลราชธานีและอำนาจเจริญ เขยชาวออสเตรเลียเข้าไทยเมื่อ 11 ธ.ค. พกพาโอมิครอนมาเยี่ยมแฟนแต่ตรวจไม่พบเชื้อ แล้ว 21 ธ.ค. เป็นไข้ไปตรวจจนเจอโอมิครอน ที่วิตกจะขยายไปยังกลุ่มเสี่ยงอีกกว่า 10 คนด้วย

 

 

เหตุการณ์ที่ชาวต่างชาตินำเชื้อโอมิครอนเข้าไทย ทำให้เชื้อแพร่เพิ่มขึ้นทุกวัน อย่างกรณีเกิดขึ้นกับสองสามี-ภรรยามาจากเบลเยียมไปเยี่ยมบ้านที่กาฬสินธุ์ แล้วกลายเป็นคลัสเตอร์แพร่โอมิครอนเพิ่มอย่างน่าวิตก โดยข้อมูลเมื่อ 28 ธ.ค. ยังลุกลามไม่หยุด พบผู้ติดเชื้ออีก 66 คน รวมสะสม 151 คน และอยู่ระหว่างการตรวจและยืนยันอีก 85 คน ซึ่งกระจายตัวไปหลายอำเภอ ขยายไปถึงโรงเรียน ตลาด พับบาร์ย่านเที่ยวดื่มกินอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังขยายเชื่อมโยงไปแพร่เชื้อที่อุดร ขอนแก่น มหาสารคาม และหนองบัวลำภู

 

สำหรับสุรินทร์ มีผู้เดินทางมาจากประเทศเดนมาร์ก เข้าไทยเมื่อ 16 ธ.ค. ผ่านการตรวจ RT-RCR ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่พบเชื้อ กระทั่ง 23 ธ.ค.ไปตรวจพบเชื้อพร้อมญาติ 3 คนที่สุรินทร์ เบื้องต้นมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเกือบ 50 ราย เสี่ยงต่ำอีก 23 คน และญาติคนหนึ่งเข้าชมการแสดงดนตรีในงานช้างแฟร์ที่ในคืนนั้นมีผู้เข้าชมกว่า 5 หมื่นคน ยิ่งเกิดอาการหวั่นสพรึงโอมิครอนลุกลามอย่างยิ่ง

 

นอกจากนี้ ที่สงขลา-จากการตรวจคัดกรองของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในกลุ่มผู้สัมผัสผู้ติดเชื้อในพื้นที่ อ.เมือง สิงหนคร หาดใหญ่ ควนเนียง อีกทั้งยังวิตกกังวลผู้ติดเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนจากประเทศอิตาลี มีกลุ่มเสี่ยง 80 กว่าคน ซึ่งเป็นผู้โดยสารเครื่องบินเที่ยวบินสุวรรณภูมิ-หาดใหญ่ ธนาคารและตลาดสิงหนคร

 

การลุกลามของเชื้อโอมิครอนในไทยยังเกิดขึ้นอีกหลายจังหวัดทั้งภาคเหนือและใต้ ข้อมูล ศบค.เมื่อ 27 ธ.ค. รายงานว่า เชื้อโอมิครอนกระจายไปแล้วถึง 10 จังหวัด นอกจากในภาคอีสานแล้ว มีที่ลำพูน กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี และที่สำคัญยังพบใน กทม.อีกด้วย

 

นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึงการตรวจพบโอมิครอนในไทยที่มาพร้อมกลุ่มเสี่ยงจากต่างชาติว่า อัตราการตรวจพบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.มาจนถึงวันที่ 24 ธ.ค. โดยพบในกลุ่มผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องสงสัยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งขณะนี้ 70-80% จะเป็นสายพันธุ์โอมิครอน มากกว่าสายพันธุ์เดลต้า โดยเฉพาะผู้เดินทางมาจากยุโรป พร้อมเสนอว่า จากการที่พบขึ้นรวดเร็วและมี คลัสเตอร์ขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งบางคลัสเตอร์ ไม่สามารถหาต้นตอ หรือผู้ที่เดินมาจากต่างประเทศได้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าได้มีการระบาดในประเทศบ้างแล้ว

 

จึงมีความต้องการที่ให้ทุกคน ระวังเคร่งครัดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการรวมกิจกรรมคนหมู่มาก ถึงแม้ว่าจะฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ก็ยังสามารถที่จะติดเชื้อได้ ยิ่งถ้าอาการไม่รุนแรง ก็จะมีอำนาจในการแพร่กระจายโรคได้มากขึ้น เพราะผู้ติดเชื้อจะไม่ได้ตระหนักและได้รับการตรวจ ก็จะแพร่กระจายไปได้มาก “เราไม่อยากเห็นภาพการระบาด อย่างในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส”

 

เมื่อเศรษฐกิจเผชิญหน้าระบบสาธารณสุข

ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อารมณ์เป็นสุขจะเกิดขึ้นระหว่างเคาท์ดาวน์ พร้อมกับมีเสียงพลุดอกไม้ไฟหลากสี และแสงสีตระการตา ในห้วงเวลาเช่นนี้คือ จุดสุดยอดที่ถูกโปรโมตเป็นโอกาสทำเงินทางเศรษฐกิจเพื่อต้อนรับการฟื้นตัวในปี 2565 ด้วยเช่นกัน

 

ปรากฎการณ์เคาท์ดาวน์ จึงเป็นการช่วงชิงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติให้หลั่งไหลเข้ามาไทยให้มากๆ ดังนั้น นโยบายเปิดประเทศจึงสอดคล้องกับการแสวงหารายได้ทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบไม่มากก็น้อยต่อระบบสาธารณสุขในการป้องกันโควิดไม่ให้ลุกลามยิ่งขึ้น

 

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค รายงานเมื่อ 27 ธ.ค. ว่า คนต่างชาติเข้ามาไทยตั้งแต่เปิดประเทศ 1 พ.ย.-27 ธ.ค. ตามระบบ Test & Go รวมทั้ง Sandbox และ Quarantine มีมากถึง 384,169 คน ในจำนวนนี้เข้ามาแบบ Test & Go มากที่สุดถึง 318,281 คน ขณะเดียวก็มีผู้ติดเชื้อเข้าไทยมากที่สุดจำนวน คือ ใน พ.ย.มีสะสมเพียง 83 คน แล้วเพิ่มขึ้นแค่ 27 วันใน ธ.ค.มีสะสมมากถึง 557 คน คิดเป็นมากถึง 5.7 เท่าของ พ.ย.

 

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจว่า ระบบ Test & Go ที่ไม่ได้ระงับให้จริงจัง เป็นเพียงคำประกาศมาตรการทางสาธารณสุขให้เกิดอุ่นใจในความหวังดีของรัฐบาลที่มีต่อประชาชน แต่เนื้อแท้แล้ว ระบบนี้กลับพกเอาโอมิครอนเข้าไทยแบบไม่รู้ตัว แล้วแพร่ขยายจนมีผู้ติดเชื้อมากถึง 514 คน ข้อมูล ณ 26 ธ.ค. กระทั่งความวิตกกังวลเกิดขึ้น โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดสาธารณสุข คาดว่า เชื้อโควิดจะมีมากขึ้นอีกนับหมื่นคนต่อวัน และจะเสียชีวิตอีกนับร้อยคนเมื่อผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ 2565 ไปแล้ว แต่เคาท์ดาวน์ในพื้นที่หลักๆ 5 จังหวัด 5 ภูมิภาคยังดำเนินต่อไป

 

เสียงจากรัฐบาลเตือนอย่าทำตัวตัวเองไปอยู่ในกลุ่มเสี่ยง สวมหน้ากากอนามัยตลอดท่องเที่ยว ป้องกันตัวเองให้รอบคอบ นั่นสะท้อนถึงการตัดสินใจเลือกทางเศรษฐกิจ พร้อมกับให้เร่งไปฉีดวัคซีนเข็ม 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันโอมิครอน แต่คิวลงชื่อฉีดวัคซีนเต็มในเวลารวดเร็ว จองไม่เคยได้ และนี่เป็น “ความกระจอก” ของคนที่ปลุกให้เชื่อว่า วัคซีนมีมากทั่วไทย


ติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิสัมมาชีพเพิ่มเติมได้ที่:

 

 

 

https://www.facebook.com/sammachiv

https://www.facebook.com/chumchonmeedee

https://www.youtube.com/user/RightLivelihoods

 

 

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top