skip to Main Content
วัคซีนโควิดฉีดคนไทย จำเป็น เร่งด่วน และประสิทธิผล (ตอน 1)

วัคซีนโควิดฉีดคนไทย จำเป็น เร่งด่วน และประสิทธิผล (ตอน 1)

วัคซีนโควิดฉีดคนไทย จำเป็น เร่งด่วน และประสิทธิผล (ตอน 1)

     ท่ามกลางความตื่นตระหนกที่โควิด-19 ระบาดรอบสองอย่างรุนแรง แค่เริ่มต้นปี 2564 ตั้งแต่วันที่ 1-9 มกราคม มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นรวมกว่า 3,000 คน เมื่อพิจารณาผู้ป่วยสะสมสูงแตะหมื่นคนเศษ ดังนั้น ความอ่อนไหวของสถานการณ์ย่อมกระทบให้ผู้คนหวาดระแวงกันและประทุระบาดออกเป็นวงกว้าง

 

     รายงานพิเศษจำนวน 2 ตอนนี้ นำเสนอเป็นเบื้องต้นเพื่อประมวลสถานการณ์จัดหา ซื้อและกำหนดการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโควิด-19 ให้คนไทย ซึ่งปรากฎรูปธรรมชัดเจนตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลถือเป็นมาตรการป้องกันเพื่อสกัดการแพร่ระบาดเชื้อไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

 

     โดยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 5 มกราคม 2564 พร้อมโพสต์ย้ำอีกครั้งในเฟซบุ๊คส่วนตัวเมื่อ 6 มกราคม 2564 คงสะท้อนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เห็นความจำเป็นที่คนไทยต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างเร่งด่วน

     ความเร่งด่วนนั้น มองผ่านจากเหตุโควิด-19 ระบาดหนักและรุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับการแพร่เชื้อครั้งแรกเมื่อต้นปี 2563 โดยการระบาดรอบสองเริ่มกลางธันวาคม 2563 กระทั่งต้นมกราคม 2564  ได้แพร่ลุกลามรวดเร็ว

 

     ล่าสุดเมื่อ 9 มกราคม 2564 มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 212 คน รวมสะสม 10,053 คน หายป่วยแล้ว 5,546 คน และเสียชีวิตสะสม 67 คน ทั้งนี้ เชื้อระบาดยังมาจากแหล่งแรงงานข้ามชาติสมุทรสาครและบ่อนพนันจนกระจายไปทั่วประเทศถึง 58 จังหวัด ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจึงตัดสินใจซื้อวัคซีนจากประเทศจีนมาใช้ก่อนที่วัคซีนสั่งจองล่วงหน้าจากอังกฤษจะมาถึงไทยในกลางปี 2564

 

     รวมความแล้ว วัคซีนที่จะมาฉีดให้คนไทย ที่เห็นหน้าเห็นกันนี้มาจาก 2 บริษัท คือ 1. บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ของอังกฤษ จำนวน 26 ล้านโดส คาดว่าจะได้รับวัคซีนประมาณเดือน มิ.ย. นอกจากนี้ที่ประชุม ครม. เมื่อ 5 มกราคมที่ผ่านมา ยังมีมติให้พิจารณาสั่งซื้อเพิ่มอีก 35 ล้านโดส รวมเป็น 61 ล้านโดส และ 2. บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด ของจีน คาดว่าได้รับวัคซีนภายในไตรมาสแรกของปีจำนวน 2 ล้านโดส

 

     ดังนั้น รวมวัคซีนทั้ง 2 บริษัทเป็นจำนวน 63 ล้านโดส สามารถฉีดครอบคลุมคนไทยได้อย่างน้อย 31 ล้านคน (หนึ่งคนฉีดวัคซีน 2 โดส)

 

อ้างอิง ข้อมูลจาก มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 5 มกราคม 2564
The standard.com

 

เร่งด่วน 2 ล้านโดส

     พล.อ.ประยุทธ์ แจกแจงเมื่อ 5 มกราคม 2564 ถึงการนำเข้าวัคซีนล็อตแรกจากจีน 2 ล้านโดสภายใต้งบประมาณ 1,228 ล้านบาทเป็นฉากๆ ว่า ระยะแรกจะนำมาใช้กับใครก่อนและหลังในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนนี้

 

     โดยเดือนกุมภาพันธ์ 2564 จำนวน 200,000 โดส ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อฉีดให้กับเจ้าหน้าที่ภาคสนามที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ควบคุมสูงสุดเป็นกลุ่มแรก เช่น จังหวัดสมุทรสาคร ระยอง ชลบุรี จำนวน 20,000 คน และกลุ่มเสี่ยงที่มีสภาวะแทรกซ้อนสูงและกลุ่มจำเป็นอื่น ๆ จำนวน 180,000 คน

 

     ถัดมาเดือนมีนาคม 2564 มาอีกจำนวน 800,000 โดส เพื่อแบ่งฉีดเข็มที่สอง ให้กับกลุ่มแรกจำนวน 200,000 โดส ส่วนที่เหลืออีก 600,000 โดสจัดสรรให้กลุ่มจังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ชายแดนภาคตะวันตก ภาคใต้ บุคลากรทางการแพทย์อื่น ๆ (รวมถึง อสม.) และกลุ่มติดเชื้อที่มีภาวะแทรกซ้อนสูงและกลุ่มจำเป็นอื่น ๆ จำนวน 600,000 คน

 

     เดือนเมษายน 2564 จำนวน 1 ล้านโดส โดยจะฉีดเข็มที่ 2 ให้กับกลุ่มที่ฉีดไปแล้ว 600,000 โดสแรก จำนวน 600,000 คน ส่วนอีก 400,000 โดส ให้กับบุคลากรอื่น ๆ เพิ่มเติม

 

 

ล็อตสอง 26 ล้านโดส

     ก่อนเชื้อโควิด-19 ระบาดรอบสองนั้น เมื่อประมาณตุลาคม 2563 ครม. ได้อนุมัติซื้อวัคซีนจาก ‘แอสตราเซเนกา’ จำนวน 26 ล้านโดส ภายใต้วงเงิน 6,049 ล้านบาท โดยกำหนดรับมอบภายในเดือนพฤษภาคมนี้ อีกทั้งยังอนุมัติให้สั่งจองเพิ่มเติมอีก 35 ล้านโดสในการประชุม ครม.เมื่อ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่กำหนดการส่งมอบ แต่ระบุแบบปลายเปิดกว้างๆไว้ว่า จะทยอยอนุมัติและส่งมอบต่อไป

 

     สิ่งสำคัญ การสั่งซื้อวัคซีนแอสตราเซเนกานั้น มีข้อตกลงพ่วงถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาออกซฟอร์ดไว้ด้วย รัฐบาลแจ้งว่า ทุกภาคส่วนพยายามเร่งเจรจาให้เกิดการถ่ายทอดกระบวนการผลิตวัคซีนให้กับ ‘สยามไบโอไซเอนซ์’ (ก่อตั้งขึ้นในปี 2552 เพื่อสานต่อพระราชปณิธานในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงริเริ่มเรื่องการดูแลสุขภาพและพัฒนาคุณภาพของคนไทย) ในฐานะบริษัทผลิตยาชีววัตถุผ่านเทคโนโลยีชีวภาพหนึ่งเดียวจากไทยที่อยู่ภายใต้แผนการดำเนินงานนี้ ร่วมกับบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด และกระทรวงสาธารณสุข จนถึงปัจจุบัน ได้เริ่มเดินหน้าผลิตวัคซีนแล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2564 โดยรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณในโครงการนี้ด้วยราว 600 ล้านบาท

 

มองไกลไปจนถึง Medical Hub

     พล.อ.ประยุทธ์ มั่นใจว่า การฉีดวัคซีนจะ“ความมั่นคงด้านสุขภาพ” ให้กับคนไทย พร้อมย้ำว่า “ผมขอย้ำว่า คนไทยจะได้รับการฉีดวัคซีนฟรีนะครับ” นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังไปถึงระยะยั่งยืนในอนาคตที่จะพลิกวิกฤตโควิดเป็นโอกาสสร้าง“ความมั่นคงด้านสาธารณสุข”

 

     “เราได้ตั้งศูนย์การผลิตในประเทศอยู่ที่บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ซึ่งมีโรงงานอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างใหม่ โดยได้การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีมาแล้ว สามารถผลิตวัคซีนตามมาตรฐานของออกซ์ฟอร์ดและแอสตราเซนเนกา โดยมีกำลังการผลิตที่ 200 ล้านโดสต่อปี”

 

     อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่า นอกจากบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ผลิตวัคซีนได้แล้ว ในไทยยังมีคณะแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกแหล่งผลิตใช้เองภายในประเทศ ที่มีองค์ความรู้ มีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนที่ทันต่อวิวัฒนาการของเชื้อโรคได้ในอนาคต ดังนั้นเท่ากับส่งเสริมบทบาทให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตวัคซีนป้องกันโควิด หรือวัคซีนโรคอื่นๆ ในภูมิภาค

 

     กล่าวเป็นเบื้องต้นกับการวิจัยและพัฒนาวัคซีนใช้เอง โดยปัจจุบัน รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ 400 ล้านบาทให้พัฒนาวัคซีนในประเทศ ซึ่งว่ากันว่ามีความก้าวหน้าและอยู่ระหว่างเตรียมเข้าสู่การทดสอบกับมนุษย์ระยะที่ 1 ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยประกอบไปด้วยวัคซีน 3 ประเภท ได้แก่

 

  1. วัคซีนชนิด mRNA ซึ่งพัฒนาโดยศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางการวิจัยและพัฒนาวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. วัคซีนชนิด DNA โดย บริษัท ไบโอเนท-เอเซีย จำกัด 3. วัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีการสกัดโปรตีนจากพืช โดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ใบยาไฟโตฟาร์ม จำกัด

 

พล.อ.ประยุทธ์ มองด้วยสายตายาวไกลว่า ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ใครที่มีวิสัยทัศน์ สร้างความพร้อม ย่อมได้รับประโยชน์ โดยในวิกฤตโควิดนี้ “หากเราทำตามสิ่งที่ผมเล่ามาได้ ก็จะสามารถผลักดันให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางด้านการแพทย์ (Medical Hub)” ได้อีกด้วยครับ”

 

 

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top