skip to Main Content
02-530-9204-5 sammachiv.pr@gmail.com
สาธารณสุขปลดล็อคพืชเสพติด  ปลดปล่อยวันเมากัญชาเสรี

สาธารณสุขปลดล็อคพืชเสพติด ปลดปล่อยวันเมากัญชาเสรี

สาธารณสุขปลดล็อคพืชเสพติด

ปลดปล่อยวันเมากัญชาเสรี

 

ราวกับสายเขียวนักดูดดึงกัญชา-กัญชง รอวันปลดปล่อยมาเนินนาน เมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีผลถอดกัญชา-กัญชงพ้นจากพืชยาเสพติดให้โทษตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2565 แล้วบรรยากาศเสรีก็ควันลอยอบอวล ผู้คนส่งยิ้มเริงร่า บางรายนำต้นสูงที่แอบปลูกในกระถ่างออกมาโชว์คึกคัก ธุรกิจเริ่มปล่อยสินค้าปล้องสูบกัญชาไม้ไผ่ออกประกาศขาย และบางคนส่งเสียงเย้าแหย่สองแง่สองง่ามว่า “เอากัญไหม” หมายถึงถามจะเอากัญชามาให้ จะเอาหรือไม่ อะไรทำนองนั้น

 

 

วันที่ 9 มิ.ย. 2565 คือวันใหม่ของสายเขียวกัญชา-กัญชง เหมือนได้ชีวิตใหม่ที่การสูบเสพไม่มีความผิดตามกฎหมาย อีกทั้งเป็นวันแรกที่พรรคภูมิใจไทยสามารถคุยอวดโอ้ทางการเมืองว่า “พูดแล้วทำ” เพราะนโยบายกัญชาเสรีเป็นผลงานหาเสียงมาสเตอร์พีซ จนสามารถผลักดันก่อเกิดรูปธรรมได้สำเร็จแล้วก่อกระแสตื่นตัวสูงทั่วถิ่นไทย และที่สำคัญ แม้เป็นวันประชาชนสามารถยิ้มด้วยแววตาเยิ้ม ริมปาก ลำคอส่อกระหายน้ำ แต่ใจเบิกบานผ่อนคลายเครียด ซ่อนอมทุกข์กับวิกฤตโควิด  ลืมเศรษฐกิจพังยับมานาน 8 ปีไว้ได้ชั่วครั้งคราว

 

ปลดล็อค เยาวชนแตกตื่น

ดังนั้น วันที่ 9 มิ.ย. จึงมีเรื่องราวจารึกหน้าประวัติศาสตร์อีกเรื่อง คือ “วันเมากัญชาเสรี” เพราะกัญชา-กัญชงไม่ใช่พืชเสพติด สามารถปลูก สูบเสพ หรือขายได้เสรีไม่ต้องลับๆล่อๆ หรือวิ่งโกยอ้าวหนีตำรวจ นั่นเป็นนิยามที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “ปลดล็อค” ซึ่งมีอนิจสงส์ส่วนดีไปถึงการ “ปลดปล่อย” นักโทษคุมขังในคดีกัญชากว่า 4,000 คนได้พ้นคุกมากกว่า 3,000 คน

 

แม้นว่า กฎหมายยังเอาผิดกับการปลดล็อกกัญชาได้อยู่ดี โดยเฉพาะหากนำทุกส่วนของพืชกัญชา-กัญชงไป “สกัด” แปรรูปปรุงแต่งเป็นส่วนประกอบของสินค้าเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม โดยมีปริมาณสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC-Tetrahydrocannabinol) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้มึนเมาและเสพติดเกิน 0.2% ของน้ำหนัก ย่อมเป็นความผิดกฎหมาย ในทางกลับกันถ้ามีสาร THC ไม่เกิน 0.2% ย่อมไม่ผิดกฎหมายเช่นกัน

 

 

ความวิตกกังวลต่อการปลดล็อคกัญชา-กัญชง จะส่งผลกระทบต่อสังคมอยู่ โดยมีเสียงวิจารณ์พุ่งเป้าไปที่ความห่วงใยเยาวชนสามารถเข้าถึงการสูบเสพกัญชาได้ง่ายขึ้น ปรากฎภาพสะท้อนการตื่นตัวต่อแถวเข้าไปซื้อกัญชาในร้านค้าที่เปิดขายเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่วนของพืชกัญชาไม่ว่าราก ต้น ใบ ดอก หมดเกลี้ยงในชั่วพริบตา

 

ไม่เพียงเท่านั้น ความแตกตื่นของผู้คนทั่วไป บริษัท วิสาหกิจ หรือหน่วยราชการ ต้องการปลูกกัญชาให้เป็นชิ้นเป็นอัน จะปลูกด้วยจุดประสงค์ใช้ดูแลสุขภาพหรือเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์หรือสกัดปรุงแต่งเชิงอุตสาหกรรม สามารถลงชื่อจดแจ้งข้อมูลการปลูกให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผ่านแอพพลิเคชั่น “ปลูกกัญ”  ด้วยวิธีการเพียง 3 ขั้นตอน คือ 1. ลงทะเบียน 2. จดแจ้งตามวัตถุประสงค์ และ 3. รับเอกสารจดแจ้งอิเล็กทรอนิกส์

 

 

มีรายงานข้อมูลเพียงครึ่งวันที่ 9 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันแรกการปลดล็อค ประชาชนพยายามเข้าถึงแอพพลิเคชั่น “ปลูกกัญ” กว่า 9 ล้านครั้ง แต่ลงทะเบียนสำเร็จแล้วกว่าแสนราย แล้วจำนวนคนพยายามเข้าถึงนับล้านครั้งเช่นนี้ ทำให้แอพฯ ล่มไม่เป็นท่า นั่นคือการสะท้อนถึงความแตกตื่นในวันแรกของการเปิดเสรีกัญชา-กัญชง

 

 

เสียงเตือนกลางกระแสกัญชาเสรี

ชมรมแพทย์ชนบท โพสต์เป็นห่วงกระแสตื่นตัวกัญชาเสรีอย่างร้อนแรงในสังคม และเตือนอย่างน่าสนใจว่า “ท่านต้องเลือกว่าจะเชื่อกระแส หรือเชื่อหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” ซึ่งระบุถึงพืชกัญชา มีสารประกอบประมาณ 140 ชนิด เรียกรวมๆว่า cannabinoid (CBD-สารที่มีสรรพคุณทางยา) โดยสารที่สกัดมาพบมากคือ Tetrahydrocannabinol (THC)

 

 

ถามว่า ทำไมเสพกัญชาแล้วมีอาการทางระบบประสาท จากการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์พบว่าสาร cannabinoid เมื่อเราเสพเข้าไปมันจะไปจับกับตัวรับ (receptor) ในสมองส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ การเรียนรู้ ความจำ พฤติกรรมและอารมณ์ ได้แก่สมองส่วน Hippocampus,  Amygdala และ Prefrontal cortex (PFC) เมื่อสาร cannabinoid ไปจับตัวรับในสมองจะทำให้มนุษย์เกิดอาการคล้ายโรคจิต มีอาการหลอน เมา คลื่นไส้อาเจียน ง่วงซึม บางคนอาจคุมสติไม่อยู่

 

ถ้าใช้ไปนานๆจะทำให้สมองพัฒนาล่าช้าโดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่น บางคนกลายเป็นโรคทางจิตเวชไปเลย สำหรับผู้ใหญ่สาร cannabinoid (CBD) ทำให้ cognitive function ลดลง พฤติกรรมเปลี่ยน ความจำลดลง การตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายขึ้น สติสัมปชัญญะไม่อยู่กับร่องกับรอย สำหรับผู้สูงอายุที่กินยาหลายชนิด สาร cannabinoid จะไปยุ่งเกี่ยวกับ Cytochrome-P450 มันจะทำให้ไปเปลี่ยนระดับยา เช่นยากันชัก ยาวาฟาริน ยาหัวใจ ซึ่งทำให้ระดับยาในเลือดเปลี่ยนจนเกิดอันตรายได้

 

 

ทีนี้มาดูกันต่อว่า กัญชาใช้เป็นยาได้ผลหรือไม่ในโรคอะไรบ้าง  แน่นอน “มะเร็ง” ที่เขาโปรโมทกันนักหนา สรุปว่า “ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ว่ากัญชามะเร็งรักษาได้” แต่มีการนำสาร cannabinoid มาใช้ในการรักษาอาการปวด ที่เป็น chronic pain ในโรคมะเร็ง นำมาใช้ลดอาการข้างเคียงจากการใช้ยาคีโม (Chemotherapy) นำมาเพิ่มน้ำหนักในผู้ป่วยโรคเอดส์ และใช้เป็นยานอนหลับในผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย

 

“ผลสรุปจากหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากที่สุดทางวิทยาศาสตร์คือ Meta-analysis พบว่าในปัจจุบันสารประกอบจากกัญชาไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพิสูจน์ได้ว่ากัญชามีประโยชน์ เพราะอะไรครับ เพราะกัญชาอาจทำให้ลดปวดได้จริง แต่ก็สู้ยาพวก Morphine, Fentanyl ไม่ได้เลย ช่วยลดอาการอาเจียนได้ แต่ก็สู้ยาที่เรามีในปัจจุบันไม่ได้ ช่วยให้นอนหลับได้เพราะเคลิ้มเมายา”

 

“และพบว่าการใช้สารสกัดกัญชาทำให้มีผลข้างเคียงค่อนข้างมากกว่ายาที่เราใช้กันในปัจจุบัน  เชื่อว่าอีกปีสองปีจะมีผู้ป่วยเข้ารับบริการที่ห้องฉุกเฉินมากขึ้นเพราะผลข้างเคียงจากกัญชา และผู้ป่วยจิตเวชอาจมากขึ้น ดังนั้นก่อนจะใช้คิดให้ดีๆ เตือนแล้วนะ”

 

นี่คือ ภาวะของด้านดีและด้านไม่ดี ย่อมปนเจื่อ ผสมส่วนคลุกอยู่ด้วยกันเสมอตามสัจธรรมและความเป็นธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อมีด้านดีแล้ว ควรพึ่งระวังด้านไม่ดีจะทะลุกลางปล้องกัญชามาบั่นทอนเยาวชนที่ต้องการความมึนเมามาช่วยผ่อนคลายอาการแบกทุกข์ในยุคเศรษฐกิจปากท้องฝืดเคือง

 

ปล่อยสุญญากาศ ซ่อนมาตรควบคุม

อันที่จริงแล้ว นโยบายกัญชาเสรีของพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำต้องการนำกัญชา-กัญชง มาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การดูแลสุขภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน

 

 

แต่การปลดล็อคออกจากพืชยาเสพติด กลับบ่งบอกถึงการปลดปล่อยเสรีอย่างทั่วถ้วน จนไร้มาตรการควบคุม แล้วกลายเป็นช่วง “สุญญากาศเสรี” เพราะกว่าจะมีกฎหมายกัญชา-กัญชงฉบับใหม่มาบังคับมาตรการควบคุมการใช้ การปลูกแล้ว คงต้องรอกันอีกนานวัน

 

นานเพราะ กฎหมายกัญชา เพิ่งผ่านการพิจารณาวาระแรกของสภาเมื่อ 8 มิ.ย. 2565 ดังนั้น กว่ากระบวนการออกกฎหมายจะเสร็จสิ้นในวาระสาม แล้วเดินหน้าไปสู่ขั้นตอนประกาศใช้คงอีกหลายเดือน ซึ่งเป็นเวลานานหลายเดือนที่สุญญากาศเสรีกัญชาเต็มไปด้วยความโหยหา คึกคัก และคนทุกเพศวัยได้เข้าถึงอย่างง่ายดายเพื่อนำมาบำบัดเพิ่มความผ่อนคลายในยามผจญความทุกข์ระทมกับวิกฤตปากท้อง สินค้าแพง ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด เงินเฟ้อ ท่ามกลางคนตกงานดาษดื่น

 

อีกทั้งมีเสียงเชิงเดากันว่า เมื่อสภาพสุญญากาศหมดสิ้น มีกฎหมายกัญชา-กัญชง ใชับังคับแล้ว การรวมศูนย์เขิงผลประโยชน์จะก่อรูปขึ้นอย่างเข้มข้น และรุนแรงถึงขั้นปัดคนตัวเล็กตัวน้อยด้านเงินทุนออกจากสนามแข่งขันอย่างเจ็บปวด รวมถึงการใช้เพื่อความผ่อนคลายจะถูกเข้มงวดด้วยผลประโยชน์ทางธุรกิจของพวกทุนใหญ่หนาอีกตามเคย

 

สำหรับการนำกัญชามากระตุ้นเศรษฐกิจนั้น นายอนุทิน บอกว่า กระทรวงสาธารณสุขได้อนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีส่วนประกอบของกัญชา-กัญชงและสารสกัด CBD เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและตำรับยาไทยมากถึง 1,181 รายการ

 

โดยผลการวิจัยของธนาคารกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี 2564 คาดว่าในปี 2569 ตลาดกัญชงจะเจริญเติบโตและมีมูลค่ามากถึง 15,000 ล้านบาท และอาจจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่านี้ เนื่องด้วยมีการประเมินมูลค่าตลาดกัญชาที่ถูกกฎหมายทั่วโลกมีกว่า 500,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตมากกว่า17% โดยกัญชาในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสุขภาพสร้างรายได้ถึง 70% ของมูลค่าทั้งหมด

 

ส่วน นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการ อย. เชื่อว่า การใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์นั้น เมื่อไม่ถูกควบคุมในฐานะเป็นยาเสพติดจะมีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึงปี 2025 ประกอบด้วย กลุ่มเครื่องดื่ม จาก 280 ล้านบาท เป็น 7,600 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 128 %) อีกทั้งกลุ่มอาหาร จาก 240 ล้านบาท เป็น 5,600 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 120 %) และกลุ่มยาจาก 50 ล้านบาท เป็น 1,240 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 123 %)

 

สิ่งนี้บ่งบอกถึงเนื้อแท้การปลดล็อคกัญชาอย่างแท้จริง เพราะมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจซ่อนอยู่ในความแตกตื่นในสุญญากาศเมากัญชาเสรี โดยปล่อยให้ประชาชนได้ผ่อนคลายจากการบำบัดอย่างไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อกฎหมายกัญชา-กัญชงมีผลบังคับใช้ เดากันว่า การผูกขาดจะมาแทนที่เสรีกัญชาตามกติกาตัวใหญ่กินตัวน้อย

 

 

หวั่น!! ก.ม.ใหม่จับขังกัญชา

นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา“ร่าง กฎหมายกัญชา-กัญชง” ตั้งข้อสังเกตุว่า กฎหมายกัญชาใหม่ ฉบับพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังพิจารณาอยู่จะมีเนื้อหากลายเป็นคุกอีกหลังหนึ่งมาขัง “กัญชา”ต่อหรือไม่ จึงเรียกร้องให้ช่วยกันจับตากฎหมายใหม่นี้ว่า อยู่บนพื้นฐานหลักการทุกอย่างต้องมุ่งสู่ประโยชน์ของประชาชน ตามกติกา“เสรีโดยหลักการ เป็นธรรมโดยกลไก”

 

การพุ่งเป้าสู่ประชาชนนั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อาสารับร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับภาคประชาชน จากเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย ที่มีเนื้อหาสำคัญคือ การขอให้รัฐบาลรักษาสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงการปลูก การผลิต การใช้ กัญชาและกัญชงอย่างเสรีภาพ เข้าไปแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการของสภา

 

โดยเฉพาะต้องเข้าไปต่อสู้เพื่อสกัดขัดขวางเนื้อหาการทำให้เป็นกฎหมายที่ไม่สามารถใช้กัญชาได้อย่างเสรี หรือการกำหนดสาร THC ที่ทำให้กัญชาไทยหลายสายพันธุ์ที่ค่า THC สูงไม่สามารถใช้งานได้จนเกิดการนำเข้ากัญชาเข้ามาแทนที่

 

 

“เกรงว่าอาจมีเงื่อนไขในร่างกฎหมายของรัฐบาลที่จะได้ผลประโยชน์เพียงคนไม่กี่กลุ่ม เรื่องกัญชาหากเราสามารถทำให้การใช้ประโยชน์ เเละเศรษฐกิจของกัญชาไม่ถูกตัดทอน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่สามารถกระจายไปที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง การใช้ประโยชน์จากกัญชาไม่ว่าเพื่อการแพทย์หรือเศรษฐกิจก็จะกระจาย เราไม่ต้องการให้มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยการผูกขาดโดยรัฐส่วนกลางเหมือนที่เกิดกับธุรกิจสุราในช่วง 30- 40 ปีที่ผ่านมา”

 

 


ติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิสัมมาชีพเพิ่มเติมได้ที่:

 

https://www.facebook.com/sammachiv

https://www.facebook.com/chumchonmeedee

https://www.youtube.com/user/RightLivelihoods

Back To Top