skip to Main Content
อาหารไทยครัวโลก คิดใหม่-ทำไว-ไปกับคนเก่ง

อาหารไทยครัวโลก คิดใหม่-ทำไว-ไปกับคนเก่ง

อาหารไทยครัวโลก คิดใหม่-ทำไว-ไปกับคนเก่ง

Communication chat icon above cityscape in the night light of the city.

     ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บรรยาย“โอกาสอาหารไทยสู่ครัวโลกยุคโควิด-19” ในการอบรมผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 11 เมื่อ 15 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยตอนหนึ่งย้ำถึงการเปลี่ยนทัศนคติคนไทยให้มุ่งสู่คิดใหม่แตกต่าง ทำไว ไปกับคนเก่ง ซึ่งจะพาไทยแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ทั่วโลก

 

     ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ธุรกิจอาหารกำไรดี แต่เปราะบาง ส่วนสตรีทฟู้ด (Street Food) อาหารริมทางหรือเรียกแบบกันเองคือ อาหารข้างถนนนั้น ประเทศสิงคโปร์ประกาศจะทำให้ดีที่สุดในโลก เมื่อตนไปดูต้องยอมรับว่า ดีจริงและสะอาด การจัดวางขายเป็นที่เป็นทาง

 

     สำหรับในประเทศไทย แม้มีร้านจำนวนมาก แต่สะอาดหรือไม่ คงให้หาคำตอบเอาเอง พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เห็นความสำคัญ พร้อมตั้งสตรีทฟู้ดอคาเดมี่ เพื่อขับเคลื่อนอาหารริมทางเท้า และกล้าพูดได้ว่า ขายดิบขายดีเอามากๆ

     มาถึงปี ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563) เมื่อโลกไม่เหมือนเดิม โลกปั่นป่วนด้วยโควิด-19 วงการแพทย์โลกยังค้นคว้าหาวัคซีนมาป้องกันรักษาไม่ได้ ดังนั้น ต้องยอมรับว่า เชื้อโควิดจะอยู่กับมนุษย์ตลอดชีวิต เหมือนดังเชื้อไข้หวัดที่มนุษย์ต้องฉีดวัคซีนป้องกันสายใหม่ทุกปี

 

     ในช่วงโควิดระบาด ความกลัวของสังคมลามออกไปวงกว้าง กิจการทุกสิ่งพังพับ ร้านค้ารูดประตูปิดเป็นทิวแถว ผู้คนเก็บตัวอยู่บ้าน อาหารข้างถนนเหนื่อยลำบากขายได้น้อย กิจการสตรีทฟู้ดซึ่งเมื่อก่อนขายดิบขายดีต้องปรับตัว จึงคิดหาทางกลับฟื้นมาใหม่

 

     ประกอบกับประเทศสิงคโปร์เร่งโหมประกาศตัวจะเป็นที่หนึ่งของโลกด้านสตรีทฟู้ด แต่ประเทศไทยมีพื้นที่ใหญ่กว่า ประชากรมากกว่าหลายเท่า อีกทั้งสังคมอยู่กับอาหารข้างถนนมาเนินนาน แล้วเราคิดกันอย่างไรกับคำประกาศของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสิ่งหนึ่งคำตอบจึงอยู่ที่“ต้องเปลี่ยนแปลง”

 

คิดใหม่-ทำไว-ไปกับคนเก่ง

     ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนมีทัศนคติสำคัญอยู่ 3 อย่างคือ หนึ่งคิดสิ่งใหม่จริงๆให้เป็นที่สุด หากคิดตามคนอื่นอย่างเก่งได้แค่ที่สอง ดังนั้น ต้องคิดแตกต่าง ต้องคิดไม่เหมือนคนอื่น

 

     ทั้งนี้ ยกกรณีศึกษาว่า พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังจะเปิดคณะแพทย์ ซึ่งมีเปิดมาแล้ว 21 แห่ง เมื่อเปิดเป็นแห่งที่ 22 หากคิดเหมือนเขาหรือคนอื่น คำตอบคือ สู้เขาไม่ได้ สู้จุฬา รามา ศิริราชไม่ได้ เมื่อเราเปิดมาเป็นอินเตอร์ 100% บุคลากรระดับโลก ให้นักเรียนแพทย์เรียนวิศวะ เรียนสถาปัตย์ เรียนศิลปะ แล้วสร้างนวัตรกรรม แบบนี้ถึงจะชนะได้ แม้มาช้ากว่าเขา แต่สู้ได้เพราะเราคิดต่าง

 

     สอง ต้องทำทันที อย่าเอาแต่คิดๆ เพราะขณะนี้วันหนึ่งก็ช้าไปแล้ว ดังนั้น จึงควรคิดใหม่ทำไว ลงมือทำทันที โดยตนฟื้นพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังจากวิกฤต จนปัจจุบันเป็นหนังคนละม้วน ภายใน 3 ปีคณะแพทย์และโรงเรียนสาธิตประสบความสำเร็จ สถาบันคาร์เนกีเมลลอน (มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังชั้นนำของโลก อยู่ในสหรัฐอเมริกา มีชื่อเสียงในด้านการผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรม) ประกาศไม่ไปสิงคโปร์มาอยู่กับลาดกระบัง อีกทั้งสถาบันโปรแกรมเมอร์ที่ดี โด่งดังจากฝรั่งเศสก็มาอยู่ด้วย

 

     สามคือ ไปกับคนเก่งเสมอ เพราะจะลดเวลาเราได้ 100 ปี ตนไปทำ AI (เอไอ) ให้ต่างประเทศอาจสู้สิงคโปร์ไม่ได้ ถ้าคบคาร์เนกีเมลลอนซึ่งเก่งที่สุดด้าน AI (เอไอ) สิงคโปร์ก็คงสู้ไม่ได้ อีกอย่างการปรับปรุงอาชีวะ เมื่อไปญี่ปุ่นประเทศเขาไม่มีโรงเรียนอาชีวะ แต่เป็นมหาวิทยาลัยสายอาชีพที่รับเด็กเข้าศึกษาเมื่ออายุ 15 ปี (แทนที่จะเป็นอายุ 18 ปี) ซึ่งเทียบได้กับอาชีวะของไทย แต่เขาบอกเด็กเก่งที่สุดเข้าเรียนมหาวิทยาลัยสายอาชีพเมื่ออายุ 15 ปี ภาพลักษณ์เปลี่ยนทันที ดังนั้น โนว์ฮาว (Know-how) พวกนี้ตนไม่ได้คิดคนแรก แต่จับมือคนเก่งที่สุด

 

มุ่งมั่นแข่งขันเอาชนะคนเก่ง

     ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า อีกอย่างพ่อเคยสอน 2 อย่างคือ เจอคนเก่งห้ามอิจฉา และเจอลูกน้องเก่งอย่ากด เพราะกดคนเก่งเหมือนกดลูกปิงปอง เมื่อยเมื่อไรจะกระเด้งใส่หน้าทันที ดังนั้นเจอคนเก่งต้องดูแลให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาธุรกิจอาหารไทย ซึ่งขึ้นชื่อเป็นเบอร์หนึ่งของโลก โดยอุตสาหกรรมปลาทูน่าเติบโตสูง เพราะไทยเข้าครอบครองกิจการของฝรั่งเศส เนื่องจากมีโนว์ฮาวดี จึงได้เรียนรู้กับคนเก่งในสายอุปกรณ์การผลิต

 

     ส่วนสตรีทฟู้ดไทยมีมูลค่า 3.4 แสนล้านต่อปี ใหญ่มหาศาล และพร้อมเติบโตเร็วมากจะถึง 4-5 แสนล้านต่อปีแน่นอน พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังจึงตั้งสตรีทฟู้ดคคาเดมี่ โดยมีเป้าหมายมุ่งเอาชนะสิงคโปร์ให้ได้ และละทิ้งคำสอนเก่าๆของไทยที่บอก “ให้ลูกแข่งขันกับตัวเอง” จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ไทยแพ้ประเทศเกาหลี โดยประเมินจากการทำงานของคนเกาหลี 1 คนได้จีดีพี (ผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ) เท่ากับคนไทยทำงาน 5 คน

 

     อีกอย่างสังคมเกาหลีมีแนวคิดบมเพาะว่า “จะแพ้ญี่ปุ่นไม่ได้” จนทำให้รถยนตร์ ทีวี โทรศัพท์มือถือขายดีไปทั่วโลก เนื่องจากพวกเขามุ่งมั่นแข่งกับคนเก่ง นอกจากนี้ ประเทศมาเลเซีย สิ่งมุ่งมั่นของประเทศนี้ สายตามองเลยช่องแคบมะละกาไปที่เอาชนะสิงคโปร์ให้ได้ แต่ยังไม่สำเร็จ

 

     “ส่วนประเทศไทยกลับสอนให้แข่งกับตัวเอง มีเด็กมาบอกว่า จะแข่งกับผม จะเก่งกว่าพี่ จะทำลายสถิติทุกอย่างของพี่ทำให้ได้ ผมไม่โกรธเลย จะภูมิใจมาก ดีใจสุดๆ ถ้าบอกว่าเราจะเอาชนะสิงคโปร์ ชนะไต้หวัน ชนะญี่ปุ่น ผมว่าเขายินดีนะ”

 

     ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า แต่ตอนนี้ประเทศไทยบอกตัวเองจะชนะกับใคร และอย่าไปรู้ถึงแวดวงการศึกษาและอุตสาหกรรม โดยนักธุรกิจสหรัฐ ยุโรป มองไทยเปรียบเทียบกับอินโดนีเซีย เวียดนาม อย่างไร อย่าไปรู้ตัวเลขการเปรียบเทียบเลยจะดีกว่า หากต้องการรู้ให้ไปดูเด็กเวียดนาม เด็กจีนที่มาเรียนปริญญาเอกวิศวะที่ลาดกระบังหรือที่จุฬา ซึ่งถ้าอยากรู้อนาคตให้ดูที่เด็กพวกนี้ ทั้งที่ไทยมีทุนให้เรียน แต่เด็กไทยไม่เรียนปริญญาโท-เอก

 

     สุดท้ายเราต้องบมเพาะเด็กเวียดนามเป็นเด็กขยันมาก เก่งทั้งเลข ภาษาอังกฤษ  เมื่อจบกลับเวียดนามแล้วมาแข่งขันกับไทย แต่ขณะนี้เด็กเวียดนามไม่มาเรียนไทยแล้ว บอกว่าไปสิงคโปร์ ญี่ปุ่นที่ให้ทุนดีกว่า และมหาวิทยาลัยดีกว่า

 

สตรีทฟู้ดไทยมุ่งมั่นชนะสิงคโปร์

     ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า การทำสตรีทฟู้ดไทยให้ชนะสิงคโปร์ต้องรู้จุดแข็งก่อน อีกทั้งต้องเชื่อมั่นคนไทยไม่แพ้ใครทั้งโลก โดยไทยมีจุดแข็งที่ “นวัตรกรรมและความคิดที่แตกต่าง” เมื่อพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเก่งสถาปัตย์ ศิลปะอุตสาหกรรม วิศวะโดยเฉพาะวิศวะอาหาร ดังนั้น จึงมาทำงานร่วมกัน มาทำรถเข็นแนวใหม่เพื่อให้รถเข็นเป็นทุกอย่างให้เธอ

 

     โดยคณะสถาปัตย์ออกแบบรถเข็นแนวใหม่ จะมีก๊อกน้ำล้างมือ มีที่เก็บของเสีย มีโซล่าร์เซลล์ไว้ใช้งานยามค่ำคืน ไม่ต้องเสียบปลั๊ก รวมทั้งโครงสร้างรถเข็นรูดแล้วไม่บาดมือ ไม่เป็นสนิม ที่สำคัญคือปิ้งแล้วไร้ควัน นอกจากนี้ยังสเกลหาเชื้อโรค สามารถรูดบัตรเครดิตได้ แล้วอย่างนี้สิงคโปร์จะมาสู้ได้หรือ แล้วใครว่าเราทำไม่ได้ ใครว่าเราสู้สิงคโปร์ไม่ได้ เราชนะมาแล้ว และจะชนะอีกต่อไป ดังนั้น คนไทยแพ้ต่างชาติตรงไหน คงเป็นแพ้เพราะความเชื่อฝังหัวว่าสู้ไม่ได้

 

     อีกอย่าง การเป็นคนเก่งไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้ แต่ต้องอดทนอย่างหนัก เพราะคนทำดี คิดต่างมักบาดเจ็บจากคนอื่นเสมอ แต่ผลงานจะเป็นข้อพิสูจน์ แต่ตนคิดว่า เมื่อยิ่งใกล้ตายจึงต้องทำงานให้เต็มที่

 

     นอกจากนี้ พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ยังทำหุ่นยนต์ราคาไม่แพงแค่หลักหมื่น สามารถปิ้งย่างในร้านสตรีทฟู้ดได้ ดังนั้น คำพูดที่ว่า สตรีทฟู้ดต้องโลโซจึงไม่จริง ด้วยเหตุนี้รถเข็นสตรีทฟู้ดของไทยตนจึงกล้าพูดว่า “ดีที่สุดในโลก” เพราะการพูดเช่นนี้ ทำให้คนไทยมีทัศนคติเป็นนักสู้ อีกทั้ง วันนี้ภาพลักษณ์โลโซขายไม่ได้ เช่น โตโยต้าทำรถเลกซัสเพื่อดึงให้ภาพลักษณ์ดูสูงขึ้น

 

     รวมทั้ง เมื่อยกระดับรถเข็นสตรีทฟู้ดระดับไฮโซแล้ว อาหารต้องอร่อยด้วย โดยเราดึงซุปเปอร์เชฟเก่งมาเป็นครูสอน ซึ่งไทยทำหมูย่าง พัดไทยอร่อยที่สุด โดยอาหารประเภทปิ้งย่างขายมากสุดถึง 70% ดังนั้น กระบวนการ เทคนิค ออกแบบดึงดูดใจ มีศูนย์บมเพาะ มาตรฐานระดับโลก จึงเป็นสุดยอดอาหารครบวงจร ดังนั้น สตรีทฟู้ดของไทยจึงเข้าถึงทุกเพศทุกวัย

เป้าหมายชัด-วิสัยทัศน์ต้องเวอร์

     ในอนาคตจะทำ “ออโตโนมัสสตรีทฟู้ด” โดยคติของตนยึด “เป้าหมายต้องชัด วิสัยทัศน์ต้องเวอร์” โดยกล้าระบุเป้าหมายไปให้ถึงวิสัยทัศน์ให้ชัด เพราะหลักคิดของตน วิสัยทัศน์ คือ “การมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น”

 

     ช่วงนี้โควิดระบาดในสหรัฐ แต่หุ้นไบโอเทคเกี่ยวกับอาหาร วิตามิน วัคซีนขึ้นเป็นร้อยๆเปอร์เซ็น เด็กจบวิศวะไปทำอุตสาหกรรมไบโอเทคหมด เพราะเงินจากบำนาญในสหรัฐใหญ่มากหันมาลงทุนในด้านวัคซีน ยารักษาโรค อาหารบำรุงกำลัง ดังนั้นในวิกฤตจึงมีโอกาสเสมอ

 

     ส่วนอนาคตสตรีทฟู้ดของไทยนั้น คงพิจารณาจากการขยายตัวของเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพจะเติบโตขยายไปต่อเนื่องเป็นเมืองเดียวกับระยอง แล้วแบียดขับสังคมชนบท รุกพื้นที่เกษตรกรรมจนแทบไม่มีเหลืออยู่ จึงสะท้อนว่า สตีทฟู๊ดในไทยจะรุ่งเรือง

 

     ไม่เพียงเท่านั้น AI (เอไอ) จะมาทดแทนกำลังมนุษย์ เพราะโลกทั้งอาหารและเกษตรจะเข้าสู่ยุด Sensitization of Things คือ ทุกสิ่งอย่างวัดได้หมด แล้วไทยถ้าอยู่กันเฉยๆแบบนี้ จะเอาอะไรไปสู้เขา

 

     อีกทั้ง AI (เอไอ) ที่จะนำมาใช้สามารถทำให้รู้หมดทุกอย่าง เนื่องจากเข้าถึงรูปภาพและเสียง ชีวิตมนุษย์จึงอยู่กับความเสี่ยง เหตุการณ์ขัดแย้งทางการเมืองก็มาจากเรื่องนี้ การใช้โทรศัพท์มากๆจะเกิดอาการซึมซับ เพราะสิ่งเกี่ยวข้องจะไหลตามมาให้ดูได้รับรู้ จนดูเหมือนถูกสะกดจิต สุดท้ายตัดสินใจซื้อสินค้าจนได้

 

     ดังนั้น อนาคตทุกอย่างจะเป็นรูปแบบสมาร์ทหมดยกเว้นคนซึ่งขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะไทยคงมีเหลือแต่สถานะความเป็นคนเท่านั้น เพราะสิ่งของทุกอย่างมาจากต่างประเทศหมด เช่น ไฟฟ้า โทรศัพท์ ไมรโครโฟน ทีวี เป็นต้น รวมทั้งการทำการเกษตรจะนำหุ่นยนต์มาใช้งานแทนควายไถ่นา

 

      “เราจะทำหุ่นยนต์ใช้เอง ไม่พอเท่านั้นเราจะปลูกพืชเกษตรในพื้นที่เล็กให้สูง 10 ชั้น และที่สำคัญต้องพึ่งตัวเองให้ได้ทุกอย่าง”

 

อนาคตพึ่งตัวเอง

     ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า สหรัฐไม่ว่าในยุคประธานธิบดีทรัมป์ หรือ ไบเดน มีความเจ็บใจมากเมื่อในช่วงโควิดระบาดข้าวไม่พอกิน และข้าวโพดมีไม่พอเลี้ยงโคนมเพื่อให้ลูกหลานสหรัฐมีนมกิน สหรัฐจึงช้ำใจมาก ประกาศว่า ต่อไปอุณภูมินอกห้องจะติดลบ หิมะสูงท่วมหัว แต่ห้องนี้ต้องปลูกข้าวได้ ต่อให้ปลูกบนพื้น ผนัง เพดาน เพราะรูปซึ้งแก่ใจว่า เมื่อยามวิกฤตไม่มีใครช่วยใครได้ แสดงให้เห็นว่า ต่อไปสหรัฐจะไม่นำเข้าข้าวไทย เช่นเดียวกับจีนที่ทำได้หมดทุกอย่างเพราะถูกสหรัฐกดดันจนทำได้ด้วยตัวเอง

 

     ดังนั้น วันนี้ สิ่งที่เราจะทำคือ ทำแปลงเกษตรกรรมเป็น 10 ชั้น ได้ผลผลิตมากเป็น 10 เท่า และไม่ใช่มนุษย์แม้แต่คนเดียวในการปลูก ทั้งระบบการจัดการน้ำ จัดการแมลงปลูก การวางพื้นที่ จะเป็นออโตเมชั่น (Automation) 100% บวกกับ AI (เอไอ)

 

     “เครื่อง AI (เอไอ) ที่ดีที่สุดของโลกเครื่องหนึ่ง เรามี 7 เครื่อง กำลงจะขึ้นที่พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จะสามารถสู้กับอเมซอนดอทคอมได้ จะมาที่คาร์เนกีเมลลอนที่อยู่กับลาดกระบัง เราจะใช้เรื่องการแพทย์หมดเลย ใช้แก้ปัญหาจราจร ใช้เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย ปลายเดือนนี้เราจะมี AI (เอไอ) ที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่งที่พระจอมเกล้าลาดกระบัง ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทย”

 

     ศ.ดร.สุชัชวีร์ ย้ำถึงเวลาต้องสู้แบบหักศอกแล้ว โดยเน้นทัศนคติ “คิดใหม่ ทำไว ไปกับคนเก่ง” พร้อมกับมีความเชื่อมั่นที่ดีว่า จะทำก็ทำได้

     รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://www.right-livelihoods.org/chanchage-leadership/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%87-%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-11/

 

 

 

Back To Top