skip to Main Content
เกษตร New Normal

เกษตร New Normal

เกษตร New Normal

 

       วาทกรรม”สารพิษอาบแผ่นดิน”ผุดขึ้นหลอนสังคมไทยเมื่อกลางปี 2562 ระหว่างขบวนการขับเคลื่อนกดดัน”แบนหรือเลิก”ใช้ 3 สารเคมีในวิถีเกษตรกรรมไทย

 

       ทั้ง 3 สารเคมีถูกระบุเป็นพิษต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมนั้น สภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ 433 : 0 ให้แบน ประกอบด้วย พาราควอต, คลอไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยสารพาราควอตและคลอไพริฟอส มีมติยกเลิกใช้เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2562 ส่วนไกลโฟเซต หรือยาฆ่าหญ้า เป็นสารกำจัดศัตรูพืชที่มีแหล่งผลิตจากบริษัท มอนซานโต้ของสหรัฐและนำเข้ามาใช้ในไทยกับไร่ปลูกผักเป็นอันดับสูงต้นๆ ขณะนี้ยังไม่ถูกแบน แต่ให้จำกัดการใช้

 

       อย่างไรก็ตาม การแบนสารพิษมีผลทางกฎหมายไปแล้ว 2 ชนิด คือ พาราควอต กับ คลอไพริฟอส อีกอย่างกฎหมายบังคับว่า ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2563 เกษตรกรที่ครอบครองสารพิษชนิดนี้ต้องส่งคืนร้านค้าภายใน 90 วัน ซึ่งครบเส้นตายไม่เกิน 29 ส.ค.ที่ผ่านมา หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำคุกทั้งปรับ นั่นบ่งบอกว่า บัดนี้พาราควอต กลายเป็นสารผิดกฎหมายไปแล้ว

 

     ส่วนร้านค้าหรือผู้จำหน่าย กฎหมายบังคับต้องแจ้งปริมาณครอบครองให้กรมวิชาการเกษตรในพื้นที่รับผิดชอบภายใน 120 วัน นั่นหมายถึง ยังเหลือเวลาอีก 30 วัน ก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 28 ก.ย. นี้

 

    รวมความแล้ว พาราควอต เป็นสารกำจัดวัชพืช ที่เกษตรกรใช้มากสุดในการปลูกพืชไร่และผลไม้ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย สารชนิดนี้เมื่อสะสมในร่างกายก่อให้เกิดมะเร็งเป็นปัญหากับสุขภาพทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

 

   จากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมืองไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอยู่ราว 150 ล้านไร่ เป็นที่นา ทำนาปลูกข้าวประมาณ 68 ล้านไร่ เป็นพืชไร่ 30 ล้านไร่ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ข้าวโพด รวมทั้งสวนไม้ผลไม้ยืนต้น 36 ล้านไร่

 

  ดังนั้น เมื่อพาราควอตถูกแบน จึงกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 70 ล้านไร่ คิดเป็นเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ และยังเป็นแหล่งอาชีพของเกษตรกรประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งขณะนี้ยังหาสารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดใหม่ที่มีพิษน้อยลงมาทดแทนไม่ได้

 

 แน่ละ…เกษตรกร 10 ล้านคนมีนัยยะทั้งการเมืองและเป้าหมายพลิกเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมไปสู่ “ภาวะปลอดภัย ไร้สารพิษ” แล้วเดินหน้าผลักดันการผลิตยุคใหม่ เพื่อนำไทยให้เป็นครัวโลก ครองตลาดอาหารยุคนิวนอร์มอล

 

  ดังนั้น ทางเลือกคงเป็นสองแพร่งระหว่าง เป็นเกษตรปลอดภัยนำไทยเป็นครัวอาหารโลก หรือก้มหน้า หลับตาใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชกันต่อไป

 

   โดยทางเลือกดังกล่าวนั้น เริ่มปรากฎขบวนการต่อสู้กดดันครั้งใหม่ขึ้นในช่วงใกล้เส้นตายการครอบครองพาราควอต เมื่อเกษตรกรบางส่วนยื่นหนังสือถึงนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ขอทบทวนการแบน แต่พรรคภูมิใจไทยทั้ง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ และนายอนุทิน ชาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรี นำระดับบิ๊กของกระทรวงสาธารณสุขแถลงต่อต้านทบทวนการแบนทันที่ โดยชี้ให้เลือกว่า “จะเอาสุขภาพชีวิตประชาชนหรือจะเอาเงิน” ซึ่งเป็นอาการดุดันดีเดือด

 

เปิดศึกพาราควอตยกใหม่

    เมื่อ 28-29 ส.ค.ที่ผ่านมา ครบ 90 วันตามเส้นตายกฎหมายบังคับห้ามเกษตรกรครอบครองพาราควอต แต่กลุ่มเกษตรกรเข้าพบนายเฉลิมชัย พร้อมแจ้งความเดือดร้อนเกี่ยวกับการยกเลิกสารพาราควอต โดยเรียกร้องให้ทบทวนการแบนสารเคมีชนิดนี้

ท่าทีของนายเฉลิมชัย รับลูกร้องเรียนตามปกติของเจ้ากระทรวงเกษตร แต่สิ่งไม่ปกติคือ รีบส่งข้อร้องเรียนถึงคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน พร้อมกับระบุถึง “ข้อมูลใหม่” เพื่อพิจารณาทบทวนการแบนอีกครั้ง

 

   “ข้อมูลใหม่” นั้น เป็นผลจากการวิจัยของสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยระบุว่า ไม่พบการตกค้างของพาราควอต อีกทั้งอ้างข้อมูล อย. ผ่อนผันให้ภาคอุตสาหกรรมนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้พาราควอตและมีค่าตกค้างไม่เกินค่ามาตรฐานไปจนถึง 1 มิถุนายน 2564 ได้ จึงเป็นการย้อนแย้งการแบนสารพิษปนเปื้อน ดังนั้น การพิจารณาทบทวนแบนพาราควอตใหม่ ย่อมเป็นการลดความขัดแย้งและความไม่เสมอภาคที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

 

   เมื่อปรากฎการณ์ทบทวนแบนพาราควอตเกิดขึ้น การต่อต้านก็ตามมาทันทีจากพรรคภูมิใจไทย และเหล่า  NGOs ที่ยังผนึกกำลังแบนสารเคมีเป็นพิษทางการเกษตร ซึ่งพลังต่อต้านยังยู่ครบและเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างหนาแน่นกับวาทกรรม “สารพิษอาบแผ่นดิน”

 

   ดราม่าการเมืองเปิดฉากขึ้น น.ส.มนัญญา รมช.เกษตรฯ หญิงกล้าดีเดือด ไม่ยอมคน เป็นรัฐมนตรีที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจสูงมากคนหนึ่ง ถึงกับโพสต์อย่างมีอารมณ์ท้าทายนายเฉลิมชัยว่า “คุณไม่หยุด ชั้นก็ไม่หยุด ตราบใดที่ยังเห็นผู้บริโภคมีอันตรายอยู่ เราก็ไม่หยุด จะเอาสารพิษอันตรายกลับมาเพื่ออะไรคะ”

 

   นี่คือ ภาวะการณ์ครั้งใหม่ ที่จะอุบัติการประสานงากันขึ้น ระหว่างฝ่ายไม่ให้ทบทวนการแบนพาราควอต พร้อมลุกลามไปถึงแนวโน้มส่อแบนสารไกลโฟเซต ที่นายสุริยะ ปกป้องให้จำกัดพื้นที่ใช้เข้าไปอีกด้วย

 

   แล้วนายเฉลิมชัย กับพรรคประชาธิปัตย์จะกำหนดท่าทีเช่นไร เมื่อสถานการณ์ “สารพิษอาบแผ่นดิน” กำลังลุกลามไปถึงกลุ่มเกษตรกรเดือดร้อนเริ่มปลุกพลังออกมาชุมนุมให้ทบทวนการแบนพาราควอต อย่างเอาการเอางาน

 

ทางเลือกการเกษตรนิวนอร์มอล

   หลังโควิด-19 การเกษตรปลอดภัยตื่นตัวขึ้น วิถีการผลิตโมเดลนิวนอร์มอล เน้นอุตสาหกรรมเกษตรเริ่มพุ่งไปสู่เป้าหมายผลิตอาหารเพื่อสุขภาพป้อนตลาดโลกได้รับการขานรับ พร้อมๆกับการหันกลับไปผลิตสินค้าแบบไร้สารเคมีปนเปื้อน

 

   นายยุคล ลิ้มแหลมทอง เสนอระหว่างการประชุมสมัชชา BCG โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ที่กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยฯ เป็นเจ้าภาพจัดงาน ว่า หลังยุคโควิด-19 ความต้องการอาหารโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 60% ดังนั้น เกษตรกรรมต้องตอบโจทย์เรื่องพันธุกรรม ลดอันตรายต่อสุขภาพ เรื่องสารเคมี ยาตกค้าง การบริหารจัดการการผลิตเพื่อสุขภาพ

 

  ขณะที่ นายธีรพงศ์ จันศิริ มีความเห็นในเวทีเดียวกันว่า ตลาดอาหารเพื่อสุขภาพของโลกมีโอกาสเติบโตจาก 161.5 พันล้านเหรียญในปี ค.ศ. 2018 เป็น 275.7 พันล้านเหรียญในปี ค.ศ. 2025 แต่สิ่งสำคัญรัฐควรส่งเสริมการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่การผลิต

 

   กล่าวเฉพาะวิถีการผลิตนิวนอร์มอลแล้ว นายยุคล เชื่อว่า จุดเด่นของไทยอยู่ที่ภาคการเกษตรกรรม มีความมุ่งมั่นให้ไทยเป็นครัวอาหารโลก เป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตร 10 อันดับแรกของโลก พร้อมกับคาดถึงการเพิ่มรายได้เกษตรกร 100,000 บาท/ครัวเรือน/ปี เพื่อนำสู่บทสรุปชีวืตมั่นคงทางอาชีพและการจ้างงาน

 

  แต่วิถีแบบเกษตรปลอดภัย ภายใต้เป้าหมายครัวโลกนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันกลับมีรอยต่อการต่อสู้ระหว่างเลิกสารพิษกับการใช้สารเคมีพาราควอตต่อไป โดยฝ่ายเลิกสารพิษเน้นไปที่เป้าหมายไทยเป็นครัวอาหารโลกที่รักษาสุขภาพยั่งยืน แต่อีกฝ่ายต้องการรายได้มั่นคงไม่เดือดร้อน การเผชิญหน้านี้ กำลังเป็นจุดพลิกเปลี่ยนแบบวิถีการผลิตของภาคเกษตรกรรมในอนาคต

 

สัมมาชีพวิถีลดความเสี่ยง

  ถ้านำปรัชญาสัมมาชีพมาคัดกรองแบบการผลิตวิถีนิวนอร์มอลแล้ว จุดเน้นในด้าน “ลดความเสี่ยง”จะเป็นจุดเชื่อมประสานระหว่างการเกษตรแบบใหม่และแบบเก่าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการลดความเสี่ยงนั้น เป็นสภาพการณ์เตือนถึงการใช้ชีวิตของชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปในคราวเดียวกัน

 

  ด้วยเหตุนี้ การลดความเสี่ยงจึงเป็นทั้งจุดแบ่งให้เกิดย้ำเตือนถึงความปลอดภัย และระมัดระวังอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปในคราวเดียวกัน

 

  ดังนั้น จุดแบ่งการแบนพาราควอต และเสียงเรียกร้องให้ทบทวนจึงควรพิจารณาและไตร่ตรองในมิติ “การลดความเสี่ยง”จึงจะเป็นทางออกให้สังคมอยู่ในภาวะการณ์แบบ “วิน-วิน” ทุกฝ่าย คือ เกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมไม่ถูกเบียดเบียน แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงการลดความเสี่ยงเป็นสภาพการประนีประนอม ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ยั่งยืน เพียงแค่หวังลดการเผชิญหน้ากันเท่านั้น

 

  กล่าวถึงที่สุดแล้ว วิถีลดความเสี่ยง จึงควรอยู่ในจุดเน้นกำหนดให้เกิดสารปนเปื้อนไม่ก่ออันตรายกับชีวิตและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการเสนอแผนระยะยาว ที่ทำให้วิถีเกษตรไทยเข้าสู่โหมดปลอดภัยทั้งระบบ ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก นำพาเกษตรกรไทยทั้งมวลเข้าสู่วิถีการผลิตใหม่อย่างมีจังหวะก้าว มีห้วงเวลาและการจัดการที่เหมาะสม

 

  นี่น่าจะเป็นข้อเสนอที่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งได้อย่างตรงจุด สร้างเสถียรภาพและความมั่งคงให้กับวิถีเกษตรไทย ก้าวไปสู่การเป็นครัวโลกที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top