skip to Main Content
02-530-9204-5 sammachiv.pr@gmail.com
เทคโนโลยีชีวภาพ  ทิศทางพัฒนาเกษตรไทย  เติบโตมั่งคั่ง-มั่นคง

เทคโนโลยีชีวภาพ ทิศทางพัฒนาเกษตรไทย เติบโตมั่งคั่ง-มั่นคง

เทคโนโลยีชีวภาพ

ทิศทางพัฒนาเกษตรไทย

เติบโตมั่งคั่ง-มั่นคง

 

การอบรมผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 12 ภายใต้แนวคิดผู้นำแห่งอนาคต (The Future Leader) : ผ่านทุกวิกฤติ ด้วยวิถีสัมมาชีพ ที่โรงแรม รามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เมื่อ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา มีนายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นวิทยากรในหัวข้อ “เกษตรกรไทย ควรพัฒนาอย่างไรให้เติบโตอยู่รอดได้อย่างมั่งคั่งและมั่นคง”

 

นายรพีภัทร์ กล่าวว่า ทำงานที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มา 25 ปี ปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ที่มีความยิ่งใหญ่ มีถึง 24 กองสำนักในสังกัด มีภารกิจใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือทำงานด้านวิจัย พัฒนา ขณะนี้มีข้าราชการ 3,000 คน ลูกจ้างอีก 7,000 คน แนวทางทำงานเน้นความสมดุลในองค์กรในด้านดูแลรักษาสุขภาพ สนุกกับการทำงาน ใช้จ่ายเก็บออมทรัพย์อย่างรอบคอบ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่สะท้อนการขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางใด เพื่อมุ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

 

ในช่วงโควิดระบาด นายรพีภัทร์ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ตรวจโควิดในผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ และผลไม้ นอกจากนี้ การปลดกัญชา กัญชง ให้เป็นพืชชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ยาเสพติดเป็นโทษ ดังนั้น  จึงเป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร ต้องนำเข้าเงื่อนไขกฎหมายกักพืช เพื่อดูแลควบคุมทั้งเมล็ดพันธุ์ กล้าพันธุ์ อีกทั้งต้องทำความเข้าใจ เชื่อมโยงหน่วยงานอื่นในสังคมอย่างโปร่งใส เพราะหัวใจการเกษตรคือ กล้าพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ซึ่งมีความสำคัญมาก ดังนั้น จึงประสานกับเอกชนที่มีความพร้อมให้การวิจัย พัฒนาให้เกิดปรโยชน์

 

สำหรับอนาคตภาคการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าวัตถุดิบหลักของประเทศ เป็นครัวของโลก การทำให้เกิดมูลค่าจึงต้องเชื่อมโยงกับนวัตกรรมของหน่วยงานอื่นเพื่อให้เกิดมูลค่าสูงขึ้น โดยในอนาคตนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเป็นยา สมุนไพร เครื่องมือแพทย์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับแนวทางไบโอเทคโนโลยีหรือเทคโนโลยีชีวภาพ เข้ามาต่อยอดแปรสภาพให้เกิดมูลค่ามากเป็นพันเท่ากว่ารายได้จากการขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรต้องรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง จับมือกับสหกรณ์เพื่อส่งเสริมให้ถูกต้องและเป็นบูรณาการ

 

อีกทั้งการท่องเที่ยวเป็นเสน่ห์ของไทย หากใช้ภาคเกษตรขับเคลื่อนท่องเที่ยวควบคู่ไปในด้านการเกษตรท่องเที่ยว เกษตรอนุรักษ์ เกษตรสุขภาพ จะก่อเกิดการสร้างสรรค์เศรษฐกิจหมุนเวียนที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน อีกอย่างในด้านป่าไม้ ต้องพยายามให้ปลูกป่ามากขึ้นเพื่อเข้ามาตรฐานคาร์บอนเครดิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้การวิจัยพัฒนาให้ชัดเจนซึ่งจะเป็นจุดแข็งให้สินค้าได้ ถึงที่สุดแล้วหลังโควิด องค์กรสากลเห็นตรงกันว่า อาหารจะมีความสำคัญ ดังนั้น ระบบความมั่นคงด้านอาหารจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ทุกคนหิวโหย ไม่อดอยาก

 

 

นายรพีภัทร์ กล่าวถึงการเขียนแผนอีอีซี (EEC) ด้านเกษตรว่า มี 5 เรื่องใหญ่ คือ คลัสเตอร์ผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนมีมูลค่าส่งออกนับแสนล้าน ไทยจึงต้องเป็นฮับผลไม้เมืองร้อน คลัสเตอร์ประมง มูลค่าเป็นแสนล้านเช่นเดียวกัน คลัสเตอร์พืช คลัสเตอร์สมุนไพร และคลัสเตอร์ไบโอเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้เป็น 5 ยุทธศาสตร์หลักในอีอีซี ไม่เพียงเท่านั้นยังสร้างหลักสูตรเรียนด้านการเกษตรระดับสูงเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม มีข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจใหญ่สนใจมาเรียนกันมาก โดยเสียค่าเรียน 2 แสนบาท ความรู้จากหลักสูตรนี้จะไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศได้

 

 

 

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิสัมมาชีพเพิ่มเติมได้ที่:

 

 

 

https://www.facebook.com/sammachiv

https://www.facebook.com/chumchonmeedee

https://www.youtube.com/user/RightLivelihoods

Back To Top