skip to Main Content
02-530-9204-5 sammachiv.pr@gmail.com
เร่ง ! ฉีดวัคซีน นร. เตรียมเปิดเรียนเทอมสอง

เร่ง ! ฉีดวัคซีน นร. เตรียมเปิดเรียนเทอมสอง

เร่ง ! ฉีดวัคซีน นร.

เตรียมเปิดเรียนเทอมสอง

 

ทั้งผู้ปกครอง นักเรียน และโรงเรียน หวังว่า ภาคเรียนที่สองของปีการศึกษา 2564 นักเรียนคงได้ไปโรงเรียนเป็นปกติ หลังจากจมปรักอยู่บ้าน เฝ้าหน้าคอมพิวเตอร์นั่งเรียนออนไลน์มาตลอดช่วงภาคเรียนแรก

รับรู้กันว่า การเรียน-การสอนผ่านออนไลน์ไร้สิ่งจูงใจให้นักเรียนสนใจบทเรียน อีกอย่างประสิทธิภาพการสอนพร้อมการรับรู้ของนักเรียนเต็มไปด้วยความเครียด ชีวิตวัยรุ่นถูกโดดเดียว ซ้ำร้ายยังตัดขาดจากเพื่อนฝูง สิ่งเหล่านี้ล้วนผูกโยงให้สภาพจิตใจนักเรียนว้าวุ่น ผิดปกติไปจากธรรมชาติสังคมในวัยแรกผลิบาน

การเรียนออนไลน์นั้น แม้ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข เชื่อเต็มเปี่ยมมาตลอดว่า เป็นแนวทางป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้นักเรียนสัมผัสใกล้ชิดติดเขื้อโควิดจากเพื่อนๆในโรงเรียน แต่มาตรการเช่นนี้กลับมีรูโหว่ขนาดใหญ่ตามมาเช่นกัน คือ นักเรียนอยู่บ้าน ขณะที่คนในครอบครัวไปทำงานย่อมนำเชื้อกลับมาติดได้ไม่น้อยกว่าการกักตัว ดังนั้น การเรียนออนไลน์จึงมีทั้งความหวังดีและประสงค์ร้ายไปพร้อมๆกัน

อย่างไรก็ตาม ความหวังของวัยรุ่น วัยเรียนช่วงอายุ 12-17 ปี ศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ฝากไว้กับการฉีดวัคซีนโควิดให้เร็วที่สุด ซึ่งเริ่มปักเข็มฉีดไปแล้วเมื่อ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเคาะระฆังเปิดฉีดวันแรกที่ ร.ร.พิบูลย์อุปถัมภ์ เขตลาดพร้าว กทม. และมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยืนขนาบข้าง ส่งสัญญาณ เปิดฉากนำร่องการฉีดวัคซีนนักเรียน 15 โรงเรียน ใน 12 เขตสุขภาพ เช่น ที่พะเยา ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ขอนแก่น สุรินทร์ อำนาจเจริญ พัทลุง กรุงเทพมหานคร เป็นต้น

   

วัคซีนที่ฉีดให้นักเรียนส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อไฟเซอร์ ได้รับการรับรองคุณภาพจากองค์การอาหารและยาของไทยและต่างประเทศ รวมทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า สามารถฉีดให้กลุ่มคนอายุ 12-17 ปีได้ แม้อาจจะมีผลข้างเคียงเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบในเด็กผู้ชายอยู่บ้าง แต่เกิดขึ้นในอัตรา 6 ต่อ 100,000 คน นับว่าน้อยเต็มที

ข้อมูลจากกระทรวงศึกษารายงานว่า นักเรียนอายุ 12-17 ปีทั่วประเทศมีประมาณกว่า 5 ล้านคน ในจำนวนนี้ 3.6 ล้านคนยื่นความจำนนของฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ด้วยเหตุผลที่น่าชื่นใจที่สุดคือ ต้องการไปโรงเรียนในภาคเรียนที่สองของปีการศึกษา 2564 ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายแรกของการฉีดวัคซีนจึงอยู่ที่โรงเรียนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือสีแดงเข้มจำนวน 15,465 แห่ง ใน 29 จังหวัด อาทิ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี เป็นต้น

      

ขณะนี้ วัคซีนไฟเซอร์ ชนิด mRNA เข้ามาถึงไทยแล้วเมื่อเดือนกันยายนประมาณ 3.5 ล้านโดส แบ่งเป็นสหรัฐฯบริจาค 1.5 ล้านโดส อีก 2 ล้านโดสเป็นการส่งมอบช่วงแรกที่ไทยสั่งซื้อ 30 ล้านโดส ดังนั้นเหลืออีก 28 ล้านโดส  นพ.โอภาส การ์ยกวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค รายงานว่า เดือนตุลาคมจะทยอยส่งมาอีก 8 ล้านโดส พฤศจิกายนและธันวาคมมาอีกเดือนละ 10 ล้านโดส จึงครบถ้วนในปี 2564 ตามการสั่งซื้อ 30 ล้านโดส

ไม่เพียงเท่านั้น วัคซีนหลักของไทยทั้งยี่ห้อซิโนแวคจะมาอีก 6 ล้านโดสในเดือนตุลาคม อีกทั้งแอสตร้าเซเนกามาอีก 37 ล้านโดส แบ่งเป็นตุลาคม 10 ล้านโดส พฤศิจกายน 13 ล้านโดส และธันวาคม 14 ล้านโดส รวมแล้วจากตุลาคมถึงสิ่นปี 2564 จะมีวัคซีนเข้าไทยประมาณ 72 ล้านโดส นั่นคงทำให้มีวัคซีนปักจนล้นแขนคนไทย เพื่อมีชีวิตได้ต่อสู้กับเชื้อโควิดระบาด

รวมทั้ง มีการโฆษณาล่วงหน้าว่า ในปี 2565 ไทยยังเตรียมจัดหาวัคซีนไว้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านโดส เพื่อรองรับต่อวิวัฒนาการของวัคซีน และการแพร่ระบาดของโรคที่กลายพันธุ์ เพื่อเป็นวัคซีนกระตุ้นภูมิให้กับประชาชนเข็มที่ 3 ซึ่งขณะนี้ ได้เริ่มการเจรจา จัดหาวัคซีนแอสตราเซเนกา ที่กำลังพัฒนาวัคซีนรุ่นที่ 2 กับบริษัทผู้ผลิตแล้ว รวมถึงไฟเซอร์ และวัคซีนสปุกนิก-วี

บัดนี้ คนไทยเริ่มบรรเจิดความหวังขึ้นทีละเล็กทีละน้อย รอยยิ้มแรกขยับลุ้นไปกับการฉีดวัคซีนของลูกๆเมื่อ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา แล้วยิ้มอันเบิกบานที่จะต่อสู้พร้อมมีชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อโควิดได้อย่างไม่ต้องวิตกกังวล เนื่องจากวัคซีนในอนาคตจะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตุลาคมไปถึงสิ้นปี 2564 แล้วยังจัดหาเตรียมการณ์ไว้แต่เนิ่นๆอีกในปี 2565 หากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่พูดโฆษณาไว้ ไม่มีรายการผิดนัดเกิดขึ้นอีก ความหวาดกลัวเชื้อโควิดย่อมลดน้อยลงมากโข

ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ระบุภาพรวมการฉีดวัคซีนทั้งประเทศเมื่อ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า ฉีดแล้วกว่า 55.15 ล้านโดส แบ่งเป็นเข็มหนึ่ง 32.98 ล้านโดส คิดเป็น 49.8% ของประชากร เข็มสอง 20.69 ล้านโดส คิดเป็น 31.3% และเข็มสาม 1.46 ล้านโดสคิดเป็น 2.2% ดังนั้น แนวโน้มไปถึงเป้าหมายการฉีด 100 ล้านโดส หรือ 70% ของประชากรในสิ้นปี 2564 ย่อมมีความน่าจะเป็นค่อนข้างสูง

ด้วยแนวโน้มวัคซีนจะมาตามสัญญามากขึ้นถึงสิ้นปี 2564 ประกอบกับการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศใน 10 จังหวัดนำร่องใน 1 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นความหวังฟื้นเศรษฐกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ ดูท่าจะไม่เหลือบ่ากว่าแรงดันให้ไปถึงได้ นั่นคงเป็นส่วนหนึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีอารมณ์เบิกบานพิเศษเมื่อ 4 ตุลาคมในขณะลั่นระฆังให้เริ่มฉีดวัคซีนนักเรียน

 

 

หลังกล่าวเปิดงานเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ ยังสไตล์เดิม ลงเวทีเดินถือไมค์พูดทักทายกับนักเรียนที่ถกแขนเสื้อพร้อมฉีดวัคซีน บอกอย่ากลัว การฉีดวัคซีนเป็นอนาคตของเรา พร้อมมีเสียงนายกรัฐมนตรีถามโน้นถามนี่ ถามถึงความหวัง และสอนให้นักเรียนตั้งเป้าหมายการเรียน แล้วต้องไปให้ถึงตามที่ต้องการจะไป นอกจากนี้ยังมีบางช่วงใช้ฝ่ามือหยอกล่อไปบนกลางหลังเด็กนักเรียนชายเสียงดังป๊าบลอดออกจอทีวีที่บ้าน

เข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงมีความสุขที่เห็นนักเรียนได้ฉีดวัคซีน การหยอกล่อเด็กๆจึงเป็นธรรมชาติของชายชาติทหาร จึงเคยชินกับเสียงดังป๊าบๆกลางหลังพลทหารและผู้ใต้บังคับบัญชา จนอาจเผลอตัวตบบนหลังนักเรียน

ขณะที่เสียงสอนเด็กให้ยึดเป้าหมายการเรียนให้มั่นคง โดยยกตัวเองมาบอกกล่าวที่อยากเป็นทหารจึงได้เป็นทหารสมใจอยาก เรียกรอยยิ้มจากรัฐมนตรี ข้าราชการสาธารณสุขใหญ่ๆ และผู้ติดตามคณะใหญ่ยืนชิดอยู่เบื้องหลังเป็นกลุ่มก้อน โดยไม่เห็นมีใครเว้นระยะห่างป้องกันโควิด

 

       

 

 


ติดตามข้อมูลข่าวสารของมูลนิธิสัมมาชีพเพิ่มเติมได้ที่:

https://www.facebook.com/sammachiv

https://www.facebook.com/chumchonmeedee</a

https://www.youtube.com/user/RightLivelihoods

Back To Top