skip to Main Content
02-530-9204-5 sammachiv.pr@gmail.com
บทที่ 7 จินตนาการสร้างสรรค์

บทที่ 7 จินตนาการสร้างสรรค์

จินตนาการมาจากไหน

          ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์ ความสามารถของมนุษย์บางคนต้องยอมรับว่าเกินกว่าที่ใครๆ จะคิดได้

            พรสวรรค์ หรือ พรแสวง ต้องแยกแยะกันให้ดี    คนบางคนมีความสามารถพิเศษในตัวที่เรียกว่าพรสวรรค์ กับบางคนที่เก่งได้เพราะการฝึกฝน หาความรู้ใส่ตัวเรียกพรแสวง ส่วนคนบางคนมีพรสวรรค์และทั้งมีพรแสวงในตัว

จินตนาการ เกิดจากพรแสวง

            คนบางคนพยายามจับทางของตนเอง ค้นคว้าตัวเอง หาจุดเด่นของตนเอง สร้างความเด่นดัง ความสามารถพิเศษ จนในที่สุดก็จะค้นพบตัวเอง
ค้นพบคุณค่าของตนเอง ค้นพบเป้าหมายของตนเอง ค้นพบวิธีการฝึกฝนของตนเอง ค้นพบเคล็ดลับวิชา จากการแก้ปัญหาของตนเอง และค้นพบจินตนาการของตนเอง จากนั้นก็ฝึกฝนสร้างความเฉียบคม จนกลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จซึ่งเป็นพรแสวงหาเอง


คนทำงานที่ใฝ่ฝันจะประสบความสำเร็จ

1. รู้คุณค่าของตัวเอง
2. มีเป้าหมายที่แน่ชัด
3. มีการพัฒนาศักยภาพตัวเองอย่างต่อเนื่อง
4. มีการพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหาอย่างไม่มีวันจนตรอก
5. มีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร

ถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้มาตั้งแต่บทแรก และคิดตามมาเรื่อยๆ ตามลำดับ เริ่มจาก

  1. 1.ความใฝ่ฝันของมนุษย์
  2. 2.มีพื้นฐานคุณค่าชีวิตมีปรัชญาชีวิตที่ดีถูกต้อง
  3. 3.มีการตั้งเป้าหมายที่ดี
  4. 4.ค้นพบตัวเองควบคุมตัวเอง
  5. 5.มีการวางแผนดีกำหนดยุทธศาสตร์ดี มีความวิริยะอุตสาหะ ในกาฝึกฝนค้นคว้าตัวเองดี
  6. 6.มีความสามารถในการแก้ปัญหาในการตัดสินใจกระทั่งมาถึงบทนี้ความสำเร็จของคุณจะยิ่งใหญ่หรือไม่ก็อยู่ตรงนี้เอง… ที่คุณจะสร้างฝันจินตนาการ ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน

นี่คือเส้นทางที่แท้ที่มาของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่มนุษย์มีอยู่ในตัวทุกคน แต่พอมาถึงจุดนี้ ความฝันที่ตั้งไว้แต่เดิมก็อาจจะถูกเก็บไว้อย่างเงียบเชียบ ถูกกดดันด้วยความกลัว กลัวถูกวิจารณ์ กลัวจะถูกเยอะเย้ยถากถาง กลัวว่าคนจะไม่ยอมรับ กลัวถูกหาว่าสติเฟื่องเพี้ยน เสียสติ กลัวจะถูกกล่าวหาว่าไม่เจียนตัวบ้าง อยากดัง แล้วก็เบรกความสำเร็จของตนเองไว้ตรงนี้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย…

ชิตังเม! รวยเป็นรวย
คนประสบความสำเร็จเล็กๆ ที่มีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างเรียบๆ มีงานทำ มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐาน มีตำแหน่งพอสมควร มีเงินทองพอสมควร มีครอบครัวดีไม่ลำบาก คนส่วนใหญ่ก็มักจะยอมหยุดอยู่แค่ตรงนี้ เพราะไปยึดหลักตีความหลักธรรมว่า ต้องอยู่สันโดษ ต้องเจียมตัว เดินสายกลางแค่นี้พอแล้ว ไม่ต้องเอาความร่ำรวย ควรจะหาทางปลีกวิเวก
อันที่จริงพระพุทธเจ้าท่านไม่เคยห้ามความร่ำรวย ตรงกันข้ามกลับเตือนสติอย่างหนักเรื่องการเป็นหนี้ คือห้ามจน รวมถึงยังสอนเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธว่า “ต้องรู้จักหา ต้องรู้จักเก็บ ต้องรู้จักสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร (NETWORK) แล้วจึงรู้จักใช้ทำไปเรื่อยๆ ก็จะร่ำรวย” คำสอนของท่านคือหลักการบริหารสมัยใหม่ ไม่แพ้ทฤษฎีของต่างประเทศแม้แต่น้อย
คนที่ถีบตัวเองให้หลุดพ้นจากความยากจน จากความไม่สำเร็จไปสู่ความร่ำรวย ไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เหมือนจรวดหลุดพ้นจากแรงดึงดูดของโลกไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ ก็อยู่ที่แรงผลักของความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการของตนเอง

จงมีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ขจัดความกลัวในตัว
          นายลีโอ เบอร์เนตต์ นักโฆษณาอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัทลีโอ เบอร์เนตต์ ที่ติดอันดับฮออล์ออฟเฟรม ด้านครีเอทีฟของอเมริกา ได้ตั้งข้อคิดแระจำบริษัทของเขาให้ลูกน้องทุกคนยึดถือว่า

“ถ้าคุณเอื้อมมือขึ้นไขว่คว้าหาดาว คุณอาจจะไม่ได้ดวงดาวทุกครั้ง แต่รับรองว่ามือคุณจะไม่มีวันเปื้อนดิน”
นั่นแปลว่าถ้าเราทำงานและตั้งเป้าหมายไว้ให้สูง ตั้งมาตรฐานให้สูง พยายามมุ่งมั่น ไปสู่ความเป็นเลิศให้ได้ตลอด เราก็จะอยู่แถวหน้าของผู้ประสบความสำเร็จ ที่มีผลงานอันยิ่งใหญ่บ่อยกว่าคนอื่น มากกว่าคนอื่น เร็วกว่าคนอื่น

นายแซม วอลตัน เจ้าของ วอลล์มาร์ท ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เป็นคนติดอันดับโลกในความร่ำรวย แต่ชีวิตส่วนตัวเขาก็ยังเป็นคนที่มีชีวิตอย่างเรียบง่าย ขับรถปิกอัพไปนั่งคุยกับเพื่อนบ้าน ไม่เคยลืมตัว แต่ในชีวิตการทำงานเขาเป็นนักสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ จากร้านสรรพสินค้าเล็กๆ ที่เป็นที่รักของเพื่อนบ้าน เขาปรับปรุงทีละน้อย ใช้ความคิดเล็กๆ ปรับปรุงทุกวัน ปรับโน่นเปลี่ยนนี่ ไม่มีซ้ำ

แล้วก็คนก็ยิ่งนิยมเข้าร้านเขามากขึ้น จากร้านเดียวก็เพิ่มสาขา จนในที่สุดก็มีสาขาทั่วสหรัฐอเมริกา มีพนักงานเกือบ 1 ล้านคน กลายเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แม้วันนี้เขาจะไม่อยู่แล้ว แต่จิตวิญญาณของแซม วอลตันก็ยังเป็นคำขวัญที่ทุกคนยึดถือ
การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ การคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอด นี่คือความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยดัง ไม่ต้องจบปริญญาโท ปริญญาเอก แม้คนธรรมดา ลูกชาวไร่ที่เรียนมาน้อยอย่างแซม วอลตันก็สามารถคิดได้ ประสบความสำเร็จได้
เขากล่าวถึงเคล็ดลับในการทำงานของเขาว่า “ผมกินกับมัน นอนกับมัน ทำงานให้สนุก” และที่น่าสนใจคือ
“ความคิดที่ยิ่งใหญ่มาจากทุกหนทุกแห่ง คุณเพียงแต่ใส่ใจฟัง และค้นหามัน คุณไม่มีทางรู้ล่วงหน้าหรอกว่า ใครจะมีความคิดที่ยิ่งใหญ่”
เราสามารถพลิกโลกได้ด้วยวิธีที่เราใช้ในธุรกิจค้าปลีก เราทำมันได้ดีกว่าญี่ปุ่นเพราะเราเก่งกว่าในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เราสร้างสรรค์กว่า… แต่เราทำทั้งหมดนี้ได้ จำเป็นต้องเอาชนะพลังอันทรงอิทธิพลที่สุดอย่างหนึ่งในธรรมชาติของมนุษย์ให้ได้ นั่นคือ “การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง”
“เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในโลกใบนี้ คุณต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”
ความกลัวที่จะเปลี่ยนแปลงนี่คืออุปสรรคใหญ่ในชีวิตของมนุษย์ กลายเป็นแรงต่อต้าน คัดค้าน ไม่เห็นด้วย ทำให้ความคิดสร้างสรรค์อับเฉา ทำให้ไอเดียใหม่ๆ ถูกยิงตก ทำให้นักคิดหมดแรง และทำให้องค์กรทั้งองค์กรหยุดนิ่งอยู่กับที่และคยในองค์กรก็มีความเก่งในการทำลายความคิดสร้างสรรค์ ด้วยคำพูดที่ว่า
“ไม่ได้… เพราะว่า” (No… Because)
นักคัดค้านในองค์กรเหล่านี้จะคอยห้ามปรามและเบรกความคิดใหม่ๆ ด้วยเหตุผลที่น่าฟังด้วยเหตุผลที่ดี ทำให้ทุกคนเห็นคล้อยด้วย เพราะเหตุผลที่แท้ก็คือทุกคนกลัวความเปลี่ยนแปลง
ยิ่งถ้าผู้นำองค์กรไร้ความคิดสร้างสรรค์ด้วย เป็นอันว่าจบกัน เพราะคนคิดเล็กถ้าจับพลัดจับผลูได้ไปทำงานใหญ่ก็จะทำให้องค์กรใหญ่กลายเป็นองค์กรแคระทางความคิด แล้วองค์กรก็หยุดนิ่งกับที่ นับเป็นปีๆ ไม่เคลื่อนไหว ใครคิดอะไรก็คัดค้านหมด
“เชื่อหรือไม่ว่า คนทุกคนมีหัวใจเป็น กวี เป็นนักสร้างสรรค์ มีศิลปะอยู่ในตัวทุกคน น่าเสียดายที่ความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นไม่ถูกขัดเกลา ไม่ถูกนำออกมาใช้ ไม่มีการลับมีดให้คม สุดท้ายความคิดทองคำเหล่านั้นก็ตายไปเพราะความกลัว กลัวที่จะเปิดเผย กลัวคนตำหนิ แล้วก็ตายไปจริงกับเจ้าของความคิดนั้น แล้วโลกก็ลืมเขาไปอีกคนหนึ่ง”

 

ดร.สมฤดี ศรีจรรยา

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top