skip to Main Content
02-530-9204-5 sammachiv.pr@gmail.com
อนาคตเกษตรอินทรีย์ในอียู…?

อนาคตเกษตรอินทรีย์ในอียู…?

หากใครติดตามนโยบายรัฐบาลด้านการเกษตรจะเห็นว่ารัฐบาลนี้ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการที่จะให้ ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านเกษตรอินทรีย์ทั้งในเรื่องการผลิต การค้า การบริโภค และการบริการเกษตรตอนนี้หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องเร่งแปรนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564 คาดว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามแผน ประเทศไทยจะมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1.33 ล้านไร่ เกษตรกรเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 9.67 หมื่นราย ตั้งเป้าสัดส่วนตลาดภายในประเทศ 40% ตลาดต่างประเทศ 60%

ในปัจจุบันสถานการณ์การผลิตเกษตรอินทรีย์ทั่วโลก มีพื้นที่ผลิตรวม 318 ล้านไร่ มูลค่าตลาด  3 ล้านล้านบาท มากที่สุดคือสหภาพยุโรป 79 ล้านไร่ มูลค่าตลาด 1.12 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทยนั้นมีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์รวม 0.3 ล้านไร่อยู่ใน อันดับที่ 8 ของเอเชีย และอันดับ 60 ของโลก มูลค่าการตลาดแค่ 2,310 ล้านบาทเท่านั้น ยังนับว่าไม่มาก ยังมีโอกาสที่จะเติบโต

หากจะแยกเป็นมูลค่าประเภทสินค้า อาทิ  กะทิ เครื่องแกง ซอส มุลค่า 1,200 ล้านบาท ข้าว 552 ล้านบาท และอื่น ๆ 558 ล้านบาท และถ้าหากจัดอันดับพื้นที่ที่ผลิตเกษตรอินทรีย์มากที่สุด ประกอบด้วย  จ.ศรีสะเกษ 12.7% เชียงใหม่ 11.8% สุรินทร์ 11.6% ยโสธร 10.0% และอื่น ๆ 45.1%

เรียกว่าสำหรับตลาดเกษตรอินทรีย์ยังมีช่องว่างและโอกาสที่จะให้ขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ให้บรรลุเป้าหมายขึ้นแท่นผู้นำในระดับภูมิภาคได้ไม่ยาก เนื่องจากเรามีความได้เปรียบทั้ง สภาพภูมิอากาศ ทำเล ที่ตั้ง ประกอบกับการที่ไทยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอาหารแหล่งใหญ่ของโลกอยู่แล้ว

ล่าสุด สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป หรือ “อียู” ได้จัดทำรายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก The Soil Association’s 2018 Organic Market Report ว่า ปี 2560 ที่ผ่านมา ตลาดอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ของสหราชอาณาจักรเติบโตเพิ่มขึ้น 6% ที่น่าสนใจเพราะเป็นการเติบโตต่อเนื่อง 6 ปีติดต่อกัน

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ประกอบด้วย

1. ประโยชน์ต่อร่างกาย

2. รสชาติ

3. ความสมดุลระหว่างราคา ปริมาณ คุณภาพ เวลาที่ใช้ทำอาหาร และรสชาติที่ชื่นชอบ

4. ความพึงพอใจ

5. คุณค่าของสินค้า ขึ้นอยู่กับราคา คุณภาพ และความสะดวก

6. ความโดดเด่นของบรรจุภัณฑ์

ส่วนช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญที่สุด ได้แก่ 1. ซูเปอร์มาร์เก็ต มูลค่ารวม 1,500 ล้านปอนด์ ในปี 2560 เติบโตขึ้น 4.2 % จากปีก่อนหน้า สูงกว่าอัตราการเติบโตของยอดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มทั่วไป, 2. ผ่านช่องทางร้านค้าปลีกอิสระ มูลค่ารวม 359 ล้านปอนด์, 3. ผ่านช่องทางการส่งสินค้าตรงถึงบ้าน 286 ล้านปอนด์ และ 4. ธุรกิจให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม ภัตตาคาร ธุรกิจจัดเลี้ยง 84.4 ล้านปอนด์

สำหรับสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมดังนี้ 1.ผลิตภัณฑ์นม มีส่วนแบ่งการตลาด 29% เมื่อเทียบกับตลาดอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ทั้งหมดในสหราชอาณาจักร 2. ผักและผลไม้สด 24% และ 3. เนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีก 10.2% ทั้งนี้ การจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวมี การขยายตัวอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักและผลไม้สด อัตราการเติบโตสูงถึง 6.5%  คิดเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านปอนด์

โดยปี 2560 ที่ผ่านมา ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของสหราชอาณาจักร มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่   3 รองลงมาจากเยอรมนี และฝรั่งเศสมีมูลค่าสูงถึง 2,200 ล้านปอนด์ และมีส่วนแบ่งการตลาดถึง 1.5 % ส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสหภาพยุโรปนั้นทางสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป ระบุว่า สำหรับปัจจัยที่จะส่งเสริมให้ตลาดสินค้าอินทรีย์ในสหภาพยุโรปขยายตัวต่อไปในอนาคต คือ การรักษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ด้านมาตรฐานการผลิต ที่มีการตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน และมีการรับรองมาตรฐานจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องสื่อสารข้อมูลด้านคุณค่าของสินค้าให้ผู้บริโภคทราบอย่างชัดเจน เช่น คุณภาพ จรรยาบรรณในการผลิต การส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และการช่วยสนับสนุนผู้ผลิตซึ่งเป็นเกษตรกรในท้องถิ่น ฯลฯ จึงถือเป็นโอกาสดีของไทยที่จะขยายการส่งออกไปตลาดแห่งนี้เพิ่มขึ้นเพียงแต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัยจากสารตกค้างต่าง ๆ การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งต้องพัฒนาการผลิตสินค้าให้มีความหลากหลาย

ทั้งนี้ควรนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร และนวัตกรรมมาใช้ เพื่อพัฒนาอาหารให้มีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และปรับปรุงการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เช่น สินค้าเป็นธรรมชาติ ผ่านการปรุงแต่งน้อย นำไปประกอบอาหารได้ง่าย ไขมันต่ำ ลดการเติมเกลือหรือน้ำตาลลง เป็นต้น

นี่คือโอกาสของสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยที่จะขยายตลาดไปยังสหภาพยุโรป แต่ทั้งนี้จะต้องตีโจทก์ให้แตกว่าจะทำอย่างไรที่ฝ่าด่านมาตรฐานจะเข้าไปได้

Credit by : ทวี  มีเงิน

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top