skip to Main Content
02-530-9204-5 sammachiv.pr@gmail.com
จับตา! เมษาชี้ชะตา CPTPP

จับตา! เมษาชี้ชะตา CPTPP

จับตา! เมษาชี้ชะตา CPTPP

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ เอฟทีเอ ว็อทช์ ค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) จะส่งผลกระทบกับคนทั้งชาติ จึงออกเอกสารเรียกร้องให้คนไทย กลุ่มสาขาอาชีพช่วยกันจับตาการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อการยื่นความจำนงค์เข้าร่วมหรือไม่ ภายในเดือนเมษายนนี้

 

เอกสารของ เอฟทีเอ ว็อทช์ วางน้ำหนักไปที่ผลเสียมากกว่าผลได้ที่แทบมองไม่เห็นในท่ามกลางการตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP โดยไม่เตรียมความพร้อม

“ไทยยังไม่พร้อมเข้าร่วม CPTPP และยังต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อม อุดจุดอ่อนด้านต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุนทั้งด้านนโยบาย งบประมาณ และบุคลากร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดหากจะตัดสินใจเข้าร่วม” นี่คือข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบการเข้าร่วม CPTPP ที่นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร 12 พฤศจิกายน 2563 และสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเห็นชอบรายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบการเข้าร่วม CPTPP

 

ไทม์ไลน์ผลักดัน CPTPP

ข้อเสนอแนะหลักในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่ส่งถึงรัฐบาลประกอบด้วย 4 ข้อหลัก คือ

1.ประเทศไทยจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลายเรื่อง ซึ่งจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้การสนับสนุน

2.รัฐบาลต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายทั้งด้านบวก ภาระงบประมาณที่จะเกิดขึ้นจากการเยียวยาจากผลกระทบด้านลบ

3.การเจรจาของรัฐบาลควรมีกรอบการเจรจาที่เกิดจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหว ซึ่งหากเจรจาไม่ได้ตามที่ระบุไว้ ก็ไม่ควรเข้าร่วมภาคีความตกลง

4.รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุนที่มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีการค้า

 

     จากนั้น 24 พฤศจิกายน 2563 คณะรัฐมนตรี รับทราบข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบการเข้าร่วม CPTPP แต่มอบหมายให้นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานต่างๆแล้วกลับมารายงาน ครม.ใน 30 วัน

 

กระทั่งการพิจารณาจึงเริ่มขึ้น 5 กุมภาพันธ์ 2564 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) พิจารณา 4 ข้อเสนอกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฏรศึกษาเข้าร่วม CPTPP และตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน 8 ด้าน ได้แก่ เกษตรและพันธุ์พืช, การแพทย์และสาธารณสุข, การจัดซื้อจัดจ้างและรัฐวิสาหกิจ, การบริการการลงทุน, E-commerce, การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน, แรงงาน และ การเยียวยาผลกระทบ

 

9 มีนาคม 2564 คณะรัฐมนตรี รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการจัดทำกรอบการทำงานเพื่อติดตามการจัดทำแผนงานการดำเนินการเพื่อปรับตัวของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ตั้ง 8 คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน CPTPP รายประเด็น

 

29 มีนาคม 2564 สภาเภสัชกรรมทำข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์อุตสาหกรรมผลิตยาและการเข้าถึงยาในประเทศในปัจจุบัน และที่จะเกิดผลกระทบหลังเข้าร่วม CPTPP ไทยจะต้องพึ่งพาการนำเข้ายาอ่จสูงถึงร้อยละ 89 ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นสูงสุด เฉลี่ยปีละ 14,000 ล้านบาท มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศลดลง คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปสูงสุดถึง 1 แสนล้านบาท

 

อีกทั้ง 31 มีนาคม 2564 เอฟทีเอ ว็อทช์และภาคี แถลงข่าวคัดค้าน กนศ.จะเสนอ ครม.ให้เข้าร่วม CPTPP  โดยย้ำหลายประเด็นอ่อนไหว พันธุ์พืชยา ผลกระทบรุนแรงต่อนโยบายสาธารณะ รวมถึงความไม่พร้อมของประเทศไทยทั้งการปฎิรูปโครงสร้างและงบประมาณ

 

แล้ววันต้องตัดสินใจก็มาถึง คือ 5 เมษายน 2564 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) จะพิจารณาผลของคณะอนุกรรมการการเตรียมความพร้อมทั้ง 8 คณะ คาดว่า จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีส่งหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าร่วม CPTPP ปลายเดือนเมษายนนี้

เกษตรกรรายย่อย-SMEs ถูกกระทบ

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) กล่าวว่า รายงานผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญฯ ชี้ว่า การเข้าร่วม CPTPP นั้น “เกษตรกรรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ด้านการเกษตรของไทย จะได้รับผลกระทบอย่างมากและกว้างขวาง ถ้าประเทศไทยเป็นสมาชิกความตกลง CPTPP ทั้งจากการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตร และจากการรอนสิทธิในการใช้พืชพันธุ์การค้าหลัง จากการเข้าเป็น “ภาคีสมาชิกอนุสัญญา UPOV” ดังนั้นการเข้าร่วมในความตกลงดังกล่าวคือการเอาชีวิตของเกษตรกรรายย่อยไปแลกกับผลประโยชน์ที่บางภาคธุรกิจจะได้ประโยชน์นั่นเอง

 

เฉพาะผลกระทบในกรณีเรื่องพันธุ์พืชนั้นส่งผลกระทบในด้านต่างๆ มากถึง 7 ประเด็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น

 

1.สูญเสียประสิทธิภาพในการกำกับดูแลการขออนุญาต และแบ่งปันผลประโยชน์ในกรณีที่มีการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์พืชป่า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์พืชดังกล่าวในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อประโยชน์ในทางการค้า” ซึ่งหมายถึง การเปิดโอกาสให้โจรสลัดชีวภาพเข้ามาแย่งยึดทรัพยากรชีวภาพนั่นเอง

 

2.การให้ความคุ้มครองแก่ EDV (Essentially derived variety) ยังจะส่งผลกระทบต่อการคัดเลือก และพัฒนาพันธุ์พืชของเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่นโดยอาจไม่สามารถทำตามวิถีของเกษตรกรที่มีมาแต่เดิมในการคัดเลือกเก็บพันธุ์ ซึ่งมีลักษณะที่ต้องการที่เกิดขึ้นใหม่จากในแปลงปลูกมาปลูกได้

 

แค่เพียง 2 ประเด็นนี้ ชี้ให้เห็นแล้วว่าจะส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรพันธุกรรมของประเทศและการพัฒนาสายพันธุ์ของเกษตรกรและชุมชนอย่างร้ายแรงมากขนาดไหน ทั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงปัญหาอื่นๆ เช่น การเก็บรักษาพันธุ์พืชไปปลูกต่อ การขยายอำนาจของบริษัทเมล็ดพันธุ์ออกไปครอบคลุมถึงผลผลิต (harvested material) และผลิตภัณฑ์ (products)

 

นอกจากจะทำให้เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาแพงแล้ว จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนายาจากสมุนไพรด้วย นี่คือเหตุผลที่แม้แต่หน่วยงานราชการ 4 หน่วยงาน ซึ่งหากรวมกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกซึ่งกังวลกับกรณีอุปสรรคจาการพัฒนายาสมุนไพรแล้วจะกลายเป็น 5 หน่วยงานที่เห็นว่าประเทศไทยขาดความพร้อมในการเข้าร่วมความตกลงนี้

 

ในขณะที่โลกกำลังอยู่ในห้วงเวลาของการทบทวนยุทธศาสตร์การค้าและการพัฒนาอันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 ดังจะเห็นได้จากสหประชาชาติกำลังดำเนินการจัดประชุมสุดยอดว่าด้วยระบบอาหารโลก (World Food Summit 2021) ในปีนี้

 

“รัฐบาลควรระงับการเดินเข้าร่วมความตกลงซึ่งหวังประโยชน์ลมๆ แล้งจากการค้าเล็กๆ น้อยนี้เสีย แล้วหันกลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร พัฒนาและใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรชีวภาพทั้งในส่วนการวิจัยสาธารณะ และการเสริมสร้างศักยภาพของเกษตรกรรายย่อยตลอดจนวิสาหกิจท้องถิ่นดังที่ปรากฎในข้อเสนอเกี่ยวกับด้านเกษตรกรรมและพันธุ์พืชของสภาฯ”

อุตสาหกรรมผลิตยารายเล็กกระเทือน

นางกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานเอฟทีเอ ว็อทช์ เปิดเผยว่า ทางสภาเภสัชกรรมได้ทำข้อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์อุตสาหกรรมผลิตยาและการเข้าถึงยาในประเทศในปัจจุบัน พบว่าอุตสาหกรรมขนาดเล็กพึ่งพิงการนำเข้าเป็นหลัก ในปี 2562 มีบริษัทที่มีขนาดตลาด 1,000 ล้านขึ้นไป เพียง 17% (21 แห่ง จาก 123 แห่ง) สัดส่วนการผลิตยาในประเทศ

 

เมื่อเทียบกับ การนำเข้ายา จะเห็นว่า มีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด จาก 69% ในปี 2530 ลดลงเหลือเพียง 29% ในปี 2562 และมีแนวโน้มการนำยาเข้าสูงขึ้นทุกปี และการคาดการณ์ผลกระทบของ CPTPP ในระยะเวลาประมาณ 30 ปี (2562-2590): ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศที่เพิ่มขึ้นมาจากราคายาสูงขึ้น ประเทศไทยพึ่งพิงยานำเข้าเพิ่มขึ้น โดยสรุปดังนี้

 

1.ค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้นสูงสุด เฉลี่ยปีละ 14,000 ล้านบาท

2.อัตราส่วนการพึ่งพิงนำเข้าเพิ่มขึ้นจาก ปัจจุบัน 71% เป็น 89%

3.มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศลดลง คิดเป็นมูลค่าตลาดที่หายไปสูงสุดถึง 100,000 ล้านบาท

 

จะเห็นว่า การพึ่งพิงการนำเข้ายาที่สูงมาก ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านยาที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สถานการณ์ดังกล่าวจึงจัดเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหว และจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านยาของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีแต่เสียกับเสีย

นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา กล่าวว่า ทำไมรัฐบาลจะเอาให้ได้เข้าร่วม CPTPP ให้ได้ เหมือนมีใครอยากได้ๆ ทั้งๆ อยู่บนความเสี่ยงและความสูญเสียของประเทศ เรื่องนี้คณะกรรมการธิการวิสามัญฯ ที่สภาผู้แทนฯ แต่งตั้งให้ศึกษาก็มีรายงานความเห็นเสนอต่อสภาฯ แล้วว่า ไทยยังไม่ควรเข้าร่วม ต้องเตรียมความพร้อม แต่เหมือนรัฐบาลจะดึงดัน

 

ในประเด็นผลกระทบต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทางเครือข่ายฯ ยืนยันว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เอาเข้าร่วมในการเจรจาความตกลง CPTPP เพราะมีแต่เสียกับเสีย โดยกระทรวงสาธารณสุขที่มีข้อเสนอ ขอสงวนประเด็นมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไว้เป็นสินค้าควบคุม ทั้งสถานที่ดื่ม ที่การขาย การส่งเสริมการขาย การโฆษณา เพื่อลดการเข้าถึงผู้บริโภคโดยง่าย และลดการสูญเสียจากผลกระทบต่างๆทางทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน แต่ CPTPP มุ่งเปิดการแข่งขันทางการค้า บริการ การขนส่ง CSR การส่งเสริมการขาย การโฆษณา  ซึ่งจะเป็นอุปสรรค์ต่อมาตรการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศ

 

“ความตกลงใน CPTPP จะลดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐลง แต่กลับเพิ่มอำนาจให้นักลงทุนมากขึ้น สามารถเข้ามาแทรกแซง มาตรการนโยบายของรัฐที่มีอยู่แล้ว หรือที่จะมีมาตรการใหม่ๆ ในอนาคต ทำได้ยากหรือด้อยประสิทธิภาพลง”

 

รวมไปถึง เสี่ยงถูกฟ้องร้องผ่านกลไกระงับข้อพิภาคระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกข้ามชาติที่มีอิทธิพลเหนือรัฐ และเราไม่มีความเชียวชาญเพียงพอ เสี่ยงที่จะจ่ายค่าโง่ซ้ำซากเหมือนที่ผ่านๆ มา เรื่องนี้เครือข่ายฯ จับตา และพร้อมเคลื่อนไหวคัดค้านร่วมเครือข่ายประเด็นอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ถ้ารัฐบาลยังคงดื้อดันจะขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP

เมษายนชี้ขาดเข้าร่วมหรือชะลอ

เอฟทีเอ ว็อทช์ เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกอ้างว่าเป็นเพียงการลองไปเจรจา เพราะทางตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศย้ำหลายครั้งต่อ กมธ.ทั้งสภาและวุฒิสภาว่า หากแสดงเจตจำนงขอเข้าร่วมความตกลงแล้ว จะมาถอนตัวภายหลังโดยยกเหตุผลเจรจาผ่อนผันไม่สำเร็จ เป็นเรื่องที่ไม่ควร เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเล็กๆ ในเวทีโลก

 

อีกทั้งจนถึงขณะนี้ CPTPP เป็นความตกลงที่มีแค่ 7 ประเทศที่เป็นภาคีที่ให้สัตยาบันแล้วเท่านั้น ไม่มีสมาชิกเก่าจะให้สัตยาบันเพิ่ม สมาชิกใหม่ที่ให้ความสนใจมีเพียงสหราชอาณาจักรที่ออกจากสหภาพยุโรปแล้ว จนทำให้บรรดาทูตของประเทศสมาชิก 7 ชาตินี้ต้องวิ่งล็อบบี้ให้ไทยเข้าร่วม

 

ฉะนั้น เพื่อไม่ให้ผิดคำพูดกับสาธารณชน รัฐบาลต้องทำตามคำแนะนำของสภา คือ ทำกรอบการเจรจาที่เกิดจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหว ซึ่งหากเจรจาไม่ได้ตามที่ระบุไว้ ก็ไม่ควรเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลง

 

แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทีมีนายดอน ปรมัตถ์วินัย เรียกประชุมเป็นการเร่งด่วน 5 เมษายน 2564 เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจวันที่ 7 เมษายนนี้ และคาดว่า ข้อเสนอเดียวที่นายดอน จะหนีบเข้าสู่คณะรัฐมนตรี คือ ให้เข้าร่วม CPTPP…แล้วการชุมนุมสารพัดคงรุมกระทำมาที่รัฐบาลจนยากจะรับไว้

 

 

 

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top