skip to Main Content
ย้อนรอย “บ้านอุ่มแสง” 2 ปีหลังรับรางวัลต้นแบบ ตั้งเป้าเนรมิต “มหานครเกษตรอินทรีย์ศรีสะเกษ” แปรรูป-ต่อยอดนวัตกรรมข้าวอินทรีย์สู่ตลาดโลก

ย้อนรอย “บ้านอุ่มแสง” 2 ปีหลังรับรางวัลต้นแบบ ตั้งเป้าเนรมิต “มหานครเกษตรอินทรีย์ศรีสะเกษ” แปรรูป-ต่อยอดนวัตกรรมข้าวอินทรีย์สู่ตลาดโลก

          เมื่อวันที่ 27 – 30 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่มูลนิธิสัมมาชีพ ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามความก้าวหน้างานขยายผล “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง (กลุ่มเกษตรทิพย์)” อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ หลังจากได้รับรางวัลวิสาหกิจต้นแบบสัมมาชีพ เมื่อปี 2560

          โดย “ลุงบุญมี สุระโคตร” ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ และ “คุณขจรรัฐ สุระโคตร” ลูกชายในฐานะผู้จัดการฝ่ายการตลาด เล่าความคืบหน้าว่า

 

 

          หลังจากได้รับรางวัลวิสาหกิจชุมชนต้นแบบสัมมาชีพแล้ว ได้ต่อยอดโครงการสร้างเครือข่ายสมาชิกกลุ่มเกษตรกร ภายในจังหวัดศรีสะเกษเพิ่มเติมรวมถึงจังหวัดข้างเคียง และได้ต่อยอดการแปรรูปผลิตภัณฑ์อีกหลายชนิด โดยพยายามจะเพิ่มมูลค่าสินค้า แทนที่จะขายข้าวอย่างเดียว ซึ่งสิ่งที่ได้นอกจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้ลูกหลานคนรุ่นใหม่ กลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิดอีกด้วย

          ลุงบุญมี เล่าต่อว่า ส่วนการปลูกข้าวอินทรีย์ได้ขยายพื้นที่เพิ่มทุกปี เกษตรกรเริ่มตื่นตัวหันมาทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น โดยมีแนวคิดสร้างเครือข่าย “มหานครเกษตรอินทรีย์ ศรีสะเกษ” เป้าหมายเป็นเกษตรอินทรีย์ทั้งจังหวัด

          ไม่เพียงแต่เฉพาะเรื่องข้าว แต่รวมไปถึงการทำประมง, การเลี้ยงปศุสัตว์และการปลูกพืชผักผลไม้ โดยจะมีหลายเครือข่ายช่วยกัน ส่วนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ บ้านอุ่มแสงจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน

          ขณะที่สมาชิกกลุ่มเกษตรกร ยังมีการรับเพิ่มอยู่เรื่อยๆ แต่เนื่องจาก “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง” เป็นกลุ่มที่ใหญ่ จึงอยากจะสร้างให้เป็นเครือข่ายมากกว่า เพราะต้องการให้เขามีตัวตนในพื้นที่ของเขาเอง โดยอาจจะให้ออกแบบการจัดการกันเอง และเราคอยช่วยเหลือเหมือนเป็นพี่เลี้ยง

 

          ลุงบุญมี เล่าต่ออีกว่า สำหรับสินค้าของทางกลุ่มฯ ส่วนใหญ่ส่งออกไปขายต่างประเทศเป็นหลักเนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ แต่เป้าหมายอยากให้คนไทยได้บริโภคอาหารออร์แกนิค ซึ่งได้วางแผนที่จะขยายตลาดในประเทศให้ได้อีก 50% ภายใน 2-3 ปี ซึ่งทางกลุ่มยังได้จัดตั้งบริษัทขึ้น โดยเราอยากจะเรียนรู้เรื่องการส่งออก รวมถึงการทำตลาดในประเทศ

          ขณะเดียวกันยังเป็นการรองรับคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาสานงานต่อ ส่วนการตั้งบริษัทขึ้นมานี้จะไม่ส่งผลกระทบกับรูปแบบการเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแต่อย่างใด เนื่องจากหน้าที่ของบริษัทจะจัดการในเรื่องปลายทางของสินค้าเท่านั้น ถ้ามีบริษัทเป็นของเราเอง ก็จะเป็นอีกช่องทางที่เราจะป้อนวัตถุดิบให้

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทจะมีรูปแบบการบริหารงานแบบเอกชน แต่ก็อยู่ในมาตรฐาน Fair Trade ซึ่งการขายในตลาด Fair Trade จะมีเงินที่ได้รับจากองค์กร Fair Trade กลับมา ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาองค์กร, ดูแลชุมชน, จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม, จัดการขยะในชุมชน และพัฒนาตัวของเกษตรกร

 

 

          ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ลุงบุญมี เล่าให้ฟังว่า ได้ทำสินค้าจากน้ำมันรำข้าวอินทรีย์ โดยเป็นเศษรำข้าวที่เกิดขึ้นระหว่างการขัดขาว หรือเรียกว่าข้าวขัดถลอก จึงนำมาสกัดเย็นจนได้เป็นน้ำมันรำข้าวอินทรีย์ ออกมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปเป็น “แป้งข้าว” โดยใช้วิธีแบบสเปย์ดราย (การทำแห้งแบบพ่นฝอย) สามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลายอย่าง

 

 

          ขณะเดียวกันมี “แป้งมันม่วง” ทำมาจากมันหวานญี่ปุ่น เป็นพืชหลังนาที่ส่งเสริมให้ทดลองปลูก ซึ่งมีหลากหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือ, ถั่วเขียว, ถั่วดำ, ถั่วแดง หรือว่ามันหวาน, ฟักทอง เป็นต้น ซึ่งผลผลิตของที่นี่ทุกอย่างจะเน้นในเรื่องของออร์แกนิค สำหรับผลิตภัณฑ์แป้งมันม่วง ปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มทดลองทำ มีลูกค้าสนใจแต่ว่ายังไม่มีสินค้าขาย เพราะยังผลิตได้ไม่มากพอ แต่ปีต่อไปยังคาดหวังจะพัฒนาสินค้าตัวนี้ โดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่ทำในเรื่องอาหาร เช่น กลุ่มทำขนมที่ต้องการความเป็นออร์แกนิค

         เช่นเดียวกับ “แป้งข้าวเขียว” เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยทำมาจากเมล็ดข้าวเขียวที่ขายไม่ค่อยได้ราคา สามารถนำไปเป็นส่วนประกอบการทำขนมคุ้กกี้ และในอนาคตจะแปรรูปแป้งข้าวเขียว ให้เป็นน้ำนมข้าวอัดเม็ด รองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการดูแลสุขภาพ

          “นอกจากนี้ทางกลุ่มยังสนใจเรื่องท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยจะทำในรูปแบบโฮมสเตย์ พร้อมมีแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ถ้าใครมาที่นี่จะได้รับประทานอาหารที่ปลอดภัยจากแปลงของเกษตรกรเอง คาดว่าประมาณปี 2563 จะเริ่มดำเนินการ” ลุงบุญมี กล่าวและว่า

 

 

          “ขณะที่การถ่ายถอดธุรกิจให้กับคนรุ่นใหม่ ถือเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญที่จะทำให้ภาคเกษตรมั่นคงยั่งยืน ซึ่งตอนนี้เริ่มที่จะกลับมากันแล้ว เพราะเริ่มเห็นว่าภาคการเกษตรก็มีโอกาสและช่องทางสร้างรายได้ ส่วนเป้าหมายสูงสุดอยากจะเห็นการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรมากขึ้น และอยากจะให้คนรุ่นใหม่มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้เขาได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน” 

 

          ด้านนายขจรรัฐ สุระโคตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากปีที่ได้รับรางวัล ผู้บริโภคได้รู้จักเรามากขึ้น ต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการ สำหรับการแปรรูปสินค้าได้ทำน้ำมันรำข้าว เช่นเดียวกับการส่งเสริมพืชหลังนา อาทิ ถั่วเหลืองและถั่วเขียว นอกจากนี้ยังมีมันหวานญี่ปุ่น หรือมันม่วง มีลูกค้าสนใจทั้งที่เป็นมันสดและแปรรูปเป็นผง โดยเจาะตลาดกลุ่มคนทำเบอเกอรี่ เอาไปทำเป็นไส้ขนม หรือส่วนผสมของแป้งได้ ส่วนอีกกลุ่มคือธุรกิจเครื่องดื่ม เช่น ร้านกาแฟ ซึ่งจะมีเมนูเหล่านี้ขายอยู่

 

 

          “ในฐานะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องมารับช่วงสานต่อธุรกิจนั้น ที่ตัดสินใจมาเพราะใจจริงอยากจะอยู่กับบ้านและครอบครัว อยากจะมาช่วยสานงานต่อทำให้เกิดความยั่งยืน สำหรับเป้าหมายสูงสุดอยากให้ที่นี่เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ เป็นธุรกิจของชุมชนที่ครบวงจร เป็นที่ทำงานของคนรุ่นใหม่ ให้เขาอยู่ได้อย่างภาคภูมิใจและส่งต่ออาชีพเกษตรกรไปยังคนรุ่นต่อไปได้” นายขจรรัฐ กล่าวทิ้งท้าย

          นี่คือความก้าวหน้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง (กลุ่มเกษตรทิพย์) ที่สานต่อโครงการ สร้างเครือข่าย รวมทั้งต่อยอดนวัตกรรม แปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้หลากหลาย และอาจกล่าวได้ว่า “ข้าวอินทรีย์ลุงบุญมี” ได้กลายเป็นสินค้าเมดอินไทยแลนด์ มาตรฐานระดับโลกไปแล้ว

 

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://blog.traveloka.com/th/local-travel/10-paddies-attraction/

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top