skip to Main Content
วิกฤต ”คีรีวง” บทเรียนท่องเที่ยววิถีชุมชน

วิกฤต ”คีรีวง” บทเรียนท่องเที่ยววิถีชุมชน

วิกฤต ”คีรีวง” บทเรียนท่องเที่ยววิถีชุมชน

บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ในเวิ้งหุบเขาของ ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช อดีตเคยได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2531 แต่วันนี้ ”ชุมชนคีรีวง” กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของจังหวัดนครศรีธรรมราช จุดเด่นของที่นี่ คือ “สถานที่ที่อากาศดีที่สุดในประเทศ” นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาสูดอากาศบริสุทธิ์ และเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงาม

ปัจจุบันบ้านคีรีวงกลายเป็นเดสติเนชั่นใหม่ แต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่า 400-500 คน หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดยาว ช่วงเทศกาลก็จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

ผลพวงจากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากจึงทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมา เหนือสิ่งอื่นใดวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ได้เปลี่ยนตามไปด้วย

ชาวบ้านคีรีวงส่วนใหญ่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม มีสวนมังคุดและทุเรียน ซึ่งไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลแต่อย่างใด คนที่ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว จริงๆมีเพียง 10-15 % เท่านั้น จึงไม่รู้ว่านโยบายที่กำลังทำคุ้มหรือไม่กับความสูญเสียสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตพื้นถิ่นที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างเรียบง่าย 

หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ โดยที่หน่วยงานรัฐไม่เร่งเข้ามาดูแลจัดการความเป็นชุมชนท้องถิ่นที่มีน้ำใจต่อกันของคีรีวงจะล่มสลายไปในที่สุด เพราะทุกวันนี้วิถีชีวิตชาวบ้านส่วนใหญ่กำลังเปลี่ยนไปมีการแสวงหาประโยชน์มากขึ้น มีการรุกป่าหรือการรุกล้ำลำน้ำ

ผู้คนก็อยู่อย่างแออัด บนถนน ในลำคลอง และชุมชน พบปัญหาขยะเกลื่อนกลาด ปัจจุบันภูมิทัศน์คีรีวงเสื่อมโทรมหนักขึ้นเรื่อยๆ รีสอร์ทผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด อย่างไร้ระเบียบ ระบบบำบัดน้ำเสียที่ไร้มาตรฐาน นอกจากนี้ในวันหยุดยาวหรือช่วงเทศกาลยังมีปัญหาการจราจรแออัด ทั้งรถตู้ รถบัส รถส่วนตัว ติดเครื่องจอดแช่ไว้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์กลายเป็นมลพิษทางอากาศสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ชาวบ้านอย่างมาก บ้านพัก รีสอร์ท ต่างๆก็ปล่อยให้นักท่องเที่ยวเสียงดัง สร้างมลภาวะทางเสียงรบกวนชุมชน ตอนนี้มีความรู้สึกของชาวบ้านคีรีวงตัวเขากลายเป็นคนแปลกหน้า จะทำอะไรก็มีสายตาของนักท่องเที่ยวมองแปลกๆ 

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคีรีวงสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการท่องเที่ยวที่ล้มเหลว หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาดูแลและช่วยแก้ปัญหา เพื่อให้บ้านคีรีวงเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่เข้มแข็งยั่งยืน ไม่ใช่หวังผลแค่เม็ดเงิน แต่ทิ้งให้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับประโยชน์ต้องรับกรรม

กรณีวิกฤตคีรีวงยังนับว่าดีที่ชาวบ้านมีการเรียกร้องให้ชาวคีรีวงร่วมกันตระหนักและเสนอทางออกผ่านเวทีประชาสังคมคีรีวงที่วิหารวัดคีรีวงมาครั้งหนึ่ง โดยในที่ประชุมฝากให้ผู้นำ กลุ่มธุรกิจ คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และเรียกร้องให้ผู้ดูแลศูนย์กลางชุมชนในปัจจุบันคืนศูนย์กลางชุมชนกลับมาเป็นของส่วนรวม  และขอให้จัดประชุมตั้งคณะกรรมการบริหารให้โปร่งใส ต้องทำให้ทุกคนมีความสุข ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังได้ฝากถึงผู้ประกอบการทั้งหลายทั้งต้องตระหนักว่า การประกอบกิจการก่อมลพิษต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ไม่ปล่อยน้ำเสียลงคลอง ไม่รุกลำน้ำ ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่สร้างสิ่งแปลกปลอมรบกวนภูมิทัศน์ และควรตอบแทนชุนชุม เช่น ปันค่าที่พักตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชน

        กรณีปัญหาคีรีวงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องถอดบทเรียนเพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ใช่กำหนดนโยบายแบบสั่งการจากบนลงล่างเพียงอย่างเดียว ต้องทำความเข้าใจกับปัญหาอย่างจริงจัง ส่วนชาวคีรีวงเองก็ถือเป็นความท้าทายที่จะรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นและจุดแข็งของหมู่บ้านสีเขียวที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

คีรีวงเป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งในหลายๆชุมชนที่กำลังประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โชคดีที่ชาวคีรีวงศ์กล้าออกมายอมรับความจริงและเปิดเผยให้คนทั่วไปรู้และกำลังแก้ปัญหาร่วมกันแต่ก็คงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องเร่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

เรียบเรียงโดยนายทวี มีเงิน
บรรณาธิการเว็บไซต์มูลนิธิสัมมาชีพ

 

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top