skip to Main Content
สมคิด “โชว์วิสัยทัศน์ ปั้นเอสเอ็มอี” ขับเคลื่อนประเทศ ”มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน“

สมคิด “โชว์วิสัยทัศน์ ปั้นเอสเอ็มอี” ขับเคลื่อนประเทศ ”มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน“

“สมคิด “โชว์วิสัยทัศน์ ปั้น”เอสเอ็มอี”

  ขับเคลื่อนประเทศ ”มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน “

 “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในโอกาสเป็นประธานในงาน SME Transform #พร้อมเปลี่ยน ประชารัฐร่วมใจ เชื่อม SME ไทยสู่สากล ในระหว่างวันที่ 18-20 พฤษภาคม 2561 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่ายอมรับว่าไทยยังมีปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล จึงต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขกฎหมาย แต่เป็นการแก้ไขการทำงานของภาครัฐให้รองรับการทำงานของภาคเอกชนได้มากขึ้น ด้วยการจัดทำนโยบาย 4.0 ที่ใช้เทคโนโลยีและดิจิตอลเข้ามามีส่วนร่วม

ปัจจุบันไทยมีเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 3 ล้านราย คิดเป็น 99.7% ของจำนวนวิสาหกิจทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคน นับเป็นห่วงโซ่การผลิตและเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่แท้จริง ซึ่งรัฐบาลพร้อมผลักดันเอสเอ็มอีให้เติบโตมากขึ้นกว่านี้ให้ได้ เพื่อจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นจากผู้ประกอบการขนาดเล็ก”

เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของกระทรวงอุตสาหกรรมก็คือการสร้างผู้ประกอบการใหม่ให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด มีความเข้มแข็ง รวมทั้งลงลึกสู่ธุรกิจใหม่ๆ ในด้านเอสเอ็มอีเกษตรและบริการ โดยรัฐบาลนี้ได้ให้ทุกกระทรวงเข้ามาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวก็คือการสร้างเอสเอ็มอีใหม่ๆ เช่น กระทรวงพาณิชย์ มุ่งที่จะสร้างธุรกิจใหม่ๆและขยายการค้าอีคอมเมิร์ชและการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเน้นในเรื่องการขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เปลี่ยนมาเป็นมูลค่าเชิงพาณิชย์ สร้างเด็กรุ่นใหม่ที่มีฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มายกระดับเทคโนโลยีใหม่ๆ

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเน้นนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล รวมทั้งดึงภาคเอกชนต่างๆมาร่วมกันเป็นประชารัฐ เพื่อปฏิรูปประเทศในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(คสช.) จะต้องร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยต่างๆ เร่งสร้างนักศึกษาให้เป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ

ทั้งนี้ตั้งใจว่าจะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพของเอสเอ็มอี(ฮับ) แข่งขันกับประเทศสิงคโปร์ เพราะขณะนี้ค่อนข้างมั่นใจในศักยภาพของผู้ประกอบการไทโดยมองว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะเป็นโอกาสของธุรกิจไทย แต่การขับเคลื่อนและพัฒนาจะต้องใช้ความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนอะไรที่กีดขวางหรือเป็นอุปสรรคขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไข เช่น กฏหมายที่เกี่ยวข้อง การจดทะเบียน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยขอให้มีความคืบหน้าในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง

รัฐบาลอยากให้ทุกฝ่ายมองว่าเอสเอ็มอีมีความสำคัญสูงสุด ไม่ใช่ภาระแต่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ เราจะต้องช่วยทุกหนทางที่ทำให้เดินต่อไป ความหนักใจต่อไปนี้จะไม่ใช่การเติบโตทางเศรษฐกิจเพราะมั่นใจแล้วว่ากำลังฟื้นตัวได้ดีอย่างมีศักยภาพ แต่ยังเป็นห่วงโครงสร้างของการเดินหน้าเศรษฐกิจอยู่ เนื่องจากสมัยนี้โลกได้เปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หากเราไม่มองไปข้างหน้า การเติบโตของเศรษฐกิจก็อาจจะถดถอยลงได้

อย่างไรก็ตามรัฐบาลตั้งเป้ายกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ Smart Enterprise เปลี่ยนจากทำมากได้น้อย เป็นทำน้อยได้มาก โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายดันจีพีเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 36% เป็นไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2564 โดยจะเน้นให้เข้าถึงเงินทุนจากสถาบันการเงินมากขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินจะต้องปรับปรุงระบบบิ๊กดาต้ากับหน่วยงานรัฐและเอกชนทั้งหมด เพื่อให้สามารถวิเคราะห์การให้เงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เอสเอ็มอีจะมีอุปสรรคในการเติบโตลดลงได้

รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มุ่งให้ความสำคัญในการส่งเสริม SMEs ได้กำหนดให้การพัฒนา SMEs เป็นวาระแห่งชาติ ผ่านการขับเคลื่อนตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง “ผ่านกลไก “ประชารัฐ” โดยมีกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นแกนหลักในการประสานและบูรณาการงานส่งเสริม SMEs ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน และภาคการศึกษาที่เกี่ยวข้องในรูปแบบประชารัฐ เพื่อให้การส่งเสริม SMEs เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตามแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”

Cr.ขอขอบคุณรูปภาพจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
เรียบเรียงโดยนายทวี มีเงิน
บรรณาธิการเว็บไซต์มูลนิธิสัมมาชีพ

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top