skip to Main Content
สมุนไพรไทย : สร้างผลิตภัณฑ์ด้วยภูมิปัญญาสู่ตลาดโลก

สมุนไพรไทย : สร้างผลิตภัณฑ์ด้วยภูมิปัญญาสู่ตลาดโลก

สมุนไพรไทย : สร้างผลิตภัณฑ์ด้วยภูมิปัญญาสู่ตลาดโลก

เรื่องโดย Chayanit khemklad

           สมุนไพรไทย มีประวัติศาสตร์และความเป็นมาที่ยาวนานควบคู่กับสังคมไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อันเป็นส่วนประกอบในอาหารคาว หวาน เป็นยารักษาโรค ใช้ในการดูแลสุขภาพและยาอายุวัฒนะ กระทั่งการเสริมความงาม ภูมิปัญญาเหล่านี้ได้รับการสั่งสมและสืบทอด พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับสมุนไพรไทย จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกสำคัญของประเทศ

          ปัจจุบันความต้องการใช้สมุนไพรในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเนื่องมาจากความสนใจในการดูแลรักษาสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและสมุนไพรสามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและสามารถสร้างความยั่งยืนในฐานะส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งนี้ยังเกิดจากการเปลี่ยนแปลงบริบทที่คาดการณ์ว่า จะส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนของลักษณะการเจ็บป่วย และการเข้าสู่งสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ ทำให้มีแนวคิดในการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพและรักษาโรค

           ตลาดสมุนไพรในโลกมีมูลค่ารวมกันประมาณ 9.18 หมื่นล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่มีมูลค่าทางการตลาดของสมุนไพรที่สูง ได้แก่ เยอรมนี ภูมิภาคเอเชีย ญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ซึ่งกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพมากที่สุดในตลาดสมุนไพร ได้แก่ อาหารเสริมและเวชสำอาง นอกจากนี้ประเทศที่กำลังพัฒนาก็ยังมีความตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สมุนไพรและยาแผนโบราณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งยังมีการคาดการณ์อีกว่า ตลาดสมุนไพรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นตลาดสมุนไพรที่มีอัตรการขยายตัวที่มากที่สุด เฉลี่ยประมาณร้อยละ 9.1 ต่อปี

          สำหรับประเทศไทย พืชสมุนไพรที่ชุมชนรู้จักสรรพคุณและนำมาใช้ประโยชน์ มีประมาณ 1,800 ชนิด และมี 300 ชนิด ที่เป็นวัตถุดิบสมุนไพรที่หมุนเวียนในท้องตลาดซึ่งมีความต้องการ แต่การบริหารจัดการสมุนไพรที่ไม่เป็นระบบที่ผ่านมา ทำให้เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบหลายชนิด คุณภาพวัตถุดิบไม่ผ่านมาตราฐาน และปัญหาด้านการกำหนดมาตรฐานคุณภาพวัตถุดิบ และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก มีความสามารถในการแข่งขันน้อย ทำให้สัดส่วนสถานประกอบการผลิตสมุนไพรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตมีน้อยมาก เพียงแค่ร้อยละ 4.47 เท่านั้น จึงจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและช่วยเหลือด้านเงินทุนเพื่อให้เกิดศักยภาพตามกำหนด อีกปัญหาหนึ่งคือ ปัญหาความท้าทายจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและข้อตกลงทางการค้าที่เป็นอุปสรรคต่อการผลิต และจำหน่ายสินค้า รวมถึงการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรที่ค่อนข้างกระจัดกระจาย และไม่เพียงต่อการรองรับการพัฒนาสมุนไพรของประเทศ

          จากความต้องการและปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนานวัตกรรมการปลูกให้ได้คุณภาพ สม่ำเสมอ ปลอดสารพิษ และมีกระบวนการผลิตเป็นที่ยอมรับ 

          เชื่อว่าตลาดในประเทศไทยเองสามารถเติบโตได้ จากภาพรวมการผลิตและจำหน่ายโดยคาดว่าผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรจะมีมูลค่าตลาด 2.69 หมื่น ล้านบาท เติบโต 8.3% ส่วนยารักษาโรคจากสมุนไพรมีมูลค่าตลาด 5.8 พันล้านบาท เติบโต 7.0%

           จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสมุนไพรไทยอยู่ในหลักแสนล้านบาท โดยสมุนไพรไทยในกลุ่มอาหารเสริมมีมูลค่าการใช้และส่งออกรวมกว่า 80,000 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มสปาและผลิตภัณฑ์มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และกลุ่มยาแผนโบราณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท ทั้งยังมีสมุนไพรกลุ่มสารสกัด กลุ่มที่ใช้ในอาหารสัตว์และกลุ่มที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ

           การที่สมุนไพรไทยจะไปตลาดโลกได้นั้นจะต้องอาศัยกลยุทธ์ด้านการตลาดที่มุ่งเน้นลูกค้าคือ ต้องมีการวิจัยตลาดเพื่อค้นหาความต้องการของลูกค้า แล้วนำพฤติกรรมของผู้บริโภคมาค้นหาสินค้าและบริการที่ตรงตามความต้องการ เปลี่ยนจากการเพิ่มมูลค่า (Value Adding) เป็นการสร้างมูลค่า (Value Creating) เปลี่ยนจาก Product Orientation เป็น Customer Orientation เปลี่ยนจากการตลาด 1.0 เป็นการตลาด 3.0 และเปลี่ยนจาก Product Marketing เป็น Strategic Branding และเน้นการสร้างมูลค่าในเชิงผลิตภัณฑ์สมุนไพรทั้งในประเทศและภูมิภาค จะต้องเป็นผู้นำด้านการผลิต จำหน่ายและบริการสมุนไพรครบวงจร เพื่อเป็นช่องทางในการแข่งขันในทุกๆ ด้าน เพื่อดึงรายได้เข้าประเทศและสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข็มแข็ง

 

              อีกทั้งปัจจัยบวกจากสัดส่วนประชากรสูงอายุของคนไทยที่เพิ่มขึ้นมูลค่ารวมโดยประมาณอยู่ที่ 177,000 ล้านบาท และไทยเป็นตลาดเวชภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าปี 2563 มูลค่าของอุตสาหกรรมยาจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ส่วนมูลค่าตลาดสมุนไพรและสารสกัดจากธรรมชาติ เนื่องด้วยปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาดสมุนไพรที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตของอุตสาหกรรมยาเติบโตขึ้น จากเดิมมีมูลค่ากว่า18,000 ล้านบาทในปี2562 และมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเป็น 20,000 ล้านบาท ภายในปี 2563 นี้ ทั้งนี้ สมุนไพรที่รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างมาก มี 4 ชนิด ได้แก่ ไพล ใบบังบก กระชายดำ และขมิ้นชัน โดยเฉพาะในส่วนขมิ้นชัน นับเป็นสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ มีความโดดเด่น เพราะทั่วโลกให้ความสนใจนำมาใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพและการแพทย์ ถือเป็นโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากขมิ้นชันในรูปแบบออร์แกนิค หรือสารสกัดที่ได้มาตรฐานรับรองด้านความปลอดภัย ทั้งหมดนี้จึงถือเป็นโอกาสที่สำคัญหากประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาผลักดันสมุนไพรไทยให้ไปไกลระดับโลกได้อย่างมีมาตราฐาน

อ้างอิง
แผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564
https://www2.rsu.ac.th/sarnrangsit-online-detail/herb01
https://bsc.dip.go.th/th/category/quality-control/qs-trensherbsproduct
http://www.wongkarnpat.com/viewya.php?id=559#.XpbtxcgzY2y
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861818

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top