skip to Main Content
เปิดกลยุทธ์วิเคราะห์ตลาด ติดปีก “ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว” ให้ไปไกลได้มากกว่าที่คิด

เปิดกลยุทธ์วิเคราะห์ตลาด ติดปีก “ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว” ให้ไปไกลได้มากกว่าที่คิด

เปิดกลยุทธ์วิเคราะห์ตลาด ติดปีก “ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว” ให้ไปไกลได้มากกว่าที่คิด

โดย Praornpit Katchwattana

 

จากรายงานล่าสุดของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ชัดว่า ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวไทย นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพ เพราะแม้จะมีสัดส่วนการส่งออกน้อย แต่มีการเติบโตที่สูง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2561 มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวอาจอยู่ที่ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือขยายตัวร้อยละ 10.2 จากความต้องการของต่างประเทศในแถบเอเชียที่นิยมบริโภคข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าวเป็นหลัก อย่างไรก็ดี การส่งออกส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ที่ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวขั้นกลาง อย่างขนมปังกรอบ แป้งข้าวเหนียว เส้นหมี่ก๋วยเตี๋ยว และแป้งข้าวเจ้า เท่านั้น

เพราะฉะนั้น หากจะกล่าวว่า ข้าวไทย และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวไทย ยังมีศักยภาพ ที่สามารถส่งเสริมให้ไปได้ไกลกว่านี้ได้ในอีกหลายด้าน คงไม่เกินจากความจริงแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงตั้งใจนำเสนอบทความเรื่อง “จับข้าวไทยใส่นวัตกรรม เพิ่มมูลค่ายกระดับ SME” เพื่อให้ความรู้ ทั้งในเรื่อง กลยุทธ์การเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวขั้นกลาง ไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวขั้นปลาย ซึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวที่ใส่เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมไปถึง ชี้ให้ผู้ประกอบการเห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ช่องทางการทำตลาดยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่หากเจ้าของธุรกิจใดจับทางได้ แบรนด์นั้นย่อมก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ไม่ยากเลย

และต่อจากนี้ เป็นบางส่วนบางตอนจากบทความดังกล่าว ที่เราได้นำมาแชร์ให้ได้นำไปปรับใช้กัน

 

พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ปัจจัยเสริมเพิ่มโอกาสทางการตลาด

จากการวิเคราะห์ตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวในประเทศไทยของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่าปัจจุบัน ประเทศไทยก็มีผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวที่ใส่นวัตกรรมหลายประเภทเข้าสู่ตลาดเพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศบ้างแล้ว ซึ่งก็มีแนวโน้มตลาดที่สดใส ด้วยปัจจัยบวกและโอกาสของตลาดผู้บริโภคยุคใหม่ที่ขานรับและซื้อหาผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวมาบริโภคกันเพิ่มขึ้น โดยโอกาสสำคัญที่สุด ได้แก่ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป นับเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยหนุนผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการบริโภคของผู้บริโภคที่หลากหลาย และมีความเฉพาะกลุ่มมากขึ้น (Niche Market)

โดยรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เจาะลึกไปยังพฤติกรรมของผู้บริโภคว่ามีหลายมิติ ดังนี้

  • เทรนด์รักสุขภาพ และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

ความตื่นตัวและใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น (Health Conscious) เช่น การลดอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่เน้นอาหารที่ให้คุณค่าในแง่ที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ก็เช่น เครื่องดื่มน้ำนมข้าว (Rice Milk) เช่น น้ำนมข้าวกล้องงอก ผงชงพร้อมดื่มที่ผลิตจากข้าว เป็นต้น

  • ความเร่งรีบของสังคมเมือง

เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตในเมืองที่เร่งรีบและวุ่นวายมีเวลาน้อยในการเตรียมอาหารรวมถึงการขยายตัวของชนชั้นกลางอาหารกึ่งสำเร็จรูป (Instant Foods) อาหารพร้อมปรุง (Readyto-Cook) และอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat) ยกตัวอย่าง ข้าวสวยพร้อมทานทั้งรูปแบบฟรีซเป็นข้าวกล่อง และที่บรรจุเป็นข้าวกระป๋อง (Canned Rice) จึงเป็นที่นิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

  • ความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม

ผู้บริโภคมีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารที่ให้คุณค่าเฉพาะ (Functional Food Product) เช่น เส้นพาสต้าจากแป้งข้าวเจ้าที่ปลอดกลูเตน (Gluten Free) นมข้าวกล้องงอก เพื่อลดความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ เป็นต้น

  • เข้าถึงตลาดทั่วโลก ด้วยช่องทางการขายออนไลน์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ไว้ชัดเจนถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวที่จะตอบโจทย์การจำหน่ายช่องทาง Online ซึ่งก็คือ อาหารกึ่งสำเร็จรูปที่สามารถเก็บได้นาน โดยผู้ประกอบการ SME จะต้องทำ การตลาดในรูปแบบตลาด Online ซึ่งเป็นแบบ B2C-Online-Shopping ที่กำลังมาแรง

และไม่เพียงแต่คนรุ่นใหม่เท่านั้นที่นิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ แต่มีผู้บริโภคแทบทุกช่วงวัยที่เลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะทำได้ง่าย ประหยัดเวลาและการเดินทางมากขึ้น รวมทั้งสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ SME ที่จะขยายช่องทางการตลาดมากขึ้นจากเดิมที่เป็นการขายแบบออฟไลน์ มาเป็นการเพิ่มช่องทางการขายแบบส่งตรงถึงผู้บริโภค (เดลิเวอรี่) เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่ขยายตัว ยิ่งถ้าเป็นผู้ประกอบการ SME รายใหม่ก็สามารถใช้ช่องทางออนไลน์ในการเริ่มต้นธุรกิจ ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนร้านค้าได้ในช่วงแรกด้วย

 

  • ถึงเวลา จับข้าวไทยใส่นวัตกรรม เพิ่มมูลค่ายกระดับ SME

ที่สุดแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์แนวทางในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยเคล็ดลับต่อไปนี้

  • เข้าใจตลาดและออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคให้ได้

เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ผู้ประกอบการต้องสร้างความแปลกใหม่ลงในสินค้ามากขึ้นเพื่อสนองต่อผู้บริโภคในหลายระดับของตลาด รวมถึงควรจัดให้มีกิจกรรมทางการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย จึงจะช่วยสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น

  • สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาคุณภาพสินค้า

ควรต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าวด้วยการแปรรูปขั้นสูง อย่างการนำ น้ำข้าวเปลือกงอกมาทำ เป็นผงแป้ง Energy Gel เจลลี่ อาหารเหลว สบู่น้ำนมข้าว ครีมน้ำนมข้าว และยังสามารถนำนวัตกรรมสมัยใหม่และงานวิจัยมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในอุตสาหกรรมการแพทย์และความงาม เช่น เครื่องสำอาง แป้งรำข้าว แผ่นเจลข้าวกรดห้ามเลือด และลิปสติกอินทรีย์ เป็นต้น

  • อย่าละเลยสร้างมาตรฐานให้กับสินค้า

เนื่องจากผู้บริโภคสมัยนี้จะมีความใส่ใจและใช้เวลาในการเลือกซื้อสินค้ามากขึ้นจึงใส่ใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการแปรรูปๆด้มาตรฐาน ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากองค์กรด้านอาหารที่เชื่อถือได้ โดยปัจจัยที่ผู้บริโภคมักพิจารณาก็ได้แก่ ความสะอาด ระยะเวลาการเก็บรักษา ตลอดจนบรรจุภัณฑ์ที่ปิดมิดชิดและพร้อมทานทันที พกพาง่าย ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการส่งออก ควรมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานการส่งออกและพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าเข้าไปจำ หน่ายได้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคนในประเทศนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

 

ที่มา : บทความเรื่อง “จับข้าวไทยใส่นวัตกรรม เพิ่มมูลค่ายกระดับ SME” โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย และรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย เรื่อง “จับข้าวไทยใส่นวัตกรรม เพิ่มมูลค่ายกระดับ SME”

https://www.salika.co/2018/07/05/rice-innovation-for-sme/

https://www.kasikornbank.com/th/business/sme/KSMEKnowledge/article/KSMEAnalysis/Documents/Thai-Rice_Innovation_FullPage.pdf

ไม่มีภาพกิจกรรม

ไม่มีวิดีโอ

Back To Top